ป่าน's profileCyber Space...BlogLists Tools Help

Blog


    January 29

    เจอใครไม่รู้บนรถไฟฟ้า หน้าตาเท่ดี

    กำลังนั่งรถไปทำงาน...
    เจอใครไม่รุ้หน้าตาเท่ดี ถึงที่ทำงานปุ๊บต้องรีบวาดเก็บไว้โดยพลัน...
    ปรกติก็ไม่ได้ทำอย่างงี้หรอกนะ แต่อันนี้หน้ามันเท่จริง เลยต้องขอวาดเก็บไว้...
    ถ้าขอถ่ายรูปไว้ได้ คงขอไปแล้ว...
     
     
     
    ถ้าใครรู้จัก ฝากบอกด้วยนะครับว่าหน้าตาเท่มาก...
     
    ARCHITRAX
    SURF SAFE
    January 24

    autoCAD STORY

    ดราฟด้วย autoCAD ครับ
    เส้นแข็งมากๆ































    ARCHICAD
    SURF SAFE

    January 20

    รถโรงเรียน

     
    ปรกติตอนประถม แม่ผมจะมารับ-ไปส่ง ผมที่โรงเรียนเสมอ
    จนกระทั่งวันหนึ่ง ที่แม่ติดภารกิจทางการงาน ทำให้ไม่สามารถมารับ-ส่ง ได้อีกแล้ว
    จึงตัดสินใจให้ผมกลับบ้านด้วยรถโรงเรียนครับ
     
    รถโรงเรียน
     
    รถโรงเรียนที่ผมได้ใช้ชีวิตอยุ่ตั้งแต่ขึ้นป.4 เทอมปลาย จนจบการศึกษาในระดับประถมนั้น
    เป็นรถของ "พี่สำราญ"ครับ
    ที่ต้องบอกว่าเป็นรถของพี่สำราญนั้น ก็เพราะว่า ในโรงเรียนของผมนั้น(พันธะวัฒนา)
    จะแบ่งรถโรงเรียนออกเป็นแก๊งรถตู้ๆ หลายๆแก๊ง
    แต่ละแก๊ง ก็จะมีการบริหารแยกออกไปเป็นของตัวเอง
    และก็จะมีที่จอดรถรอรับนักเรียน อยู่คนละที่กัน
     
    ผมอยู่แก๊ง "พี่สำราญ" ครับ
    จำได้ลางๆว่า พี่สำราญนั้น จะมีพันธมิตรเป็น "ลุงเพียร"
    รถลุงเพียรจะสีฟ้าๆ เขียวๆ จอดอยุ่หน้าโรงเรียน (ซึ่งก็จะมีอีก สอง สามแก๊ง จอดแถวๆนั้น)
    ส่วนรถผมเป็นสีขาว เจือครีมนิดๆ จอดอยู่ในโรงเรียนเลย เก๋ามากๆ
     
    ทุกๆเย็น เด็กๆก็จะเอากระเป๋าขนมาวางไว้ท้ายรถ
    แล้วก็สามารถออกไปเดินช๊อปปิ้ง ซื้อของติดไม้ติดมือก่อนกลับบ้านได้
    ที่ท้ายรถจะมีพี่คนนึงช่วยจัดการเรื่องกระเป๋าอยุ่
    นั่นก็คือ "พี่อัง"(ญ) เป็นคู่หูพี่สำราญ
    อันที่จริง ก่อนหน้าจะเป็นพี่อัง ผมจำได้ลางๆว่ามีป้าคนนึง ทำหน้าที่นี้แทนอยุ่
    แต่หลังๆมา ป้าแกป่วยครับ เลยยกหน้าที่นี้ให้พี่อัง
     
    นั่นคือกิจกรรมคร่าวๆ ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่การเดินทาง
    หลังจากที่ทุกคนขนสัมภาระใส่หลังรถเรียบร้อย ก็ถึงเวลาออกเดินทางล่ะครับ
    พี่อังจะสั่งนับจำนวนคนจากด้านหลังขึ้นมาด้านหน้า หลังจากครบแล้ว
    ก็ออกเดินทางโลด!!!
     
    บรรยากาศในรถโรงเรียน
     
    มันคือความผิดพลาดครับ เพราะแม่ผมจินตนาการไว้ว่าง รถโรงเรียนเนี่ย
    มันต้องนั่งสบายๆ แอร์เย็นๆ ขับไปส่งถึงบ้านอย่างราชา
     
    แต่มันไม่ใช่อย่างงั้นน่ะสิ
    เพราะนอกจากจะต้องผจญกับรถติดอย่างแสนสาหัสแล้ว
    เรายังต้องเดินทางอ้อมโลก ไปส่งคนนู้น คนนี้ ตามทางต่างๆ ผมว่าไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง
    เหนื่อยมากๆ ไหนจะต้องกลับไปทำการบ้านที่บ้านอีก
    อีกทั้งความเย็น มันก็ไม่ได้เย็นอย่างที่คิด แถมคนก็แน่นมากๆๆๆๆ
    จนรุ้สึกอึดอัดได้ ผมยอมรับว่าทรมานมาก อยากจะบอกแม่ว่าขอเปลี่ยนคันเถอะ
     
    แต่ทว่า...
    การได้อยุ่ในรถคันนี้มันก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทุกอย่าง
    การที่มีสังคมเล็กๆอยุ่ในรถคันนี้มันก็ไม่เลวนะ
     
    สังคมในรถโรงเรียน
     
    สำหรับคนภายนอก ที่ไม่เคยขึ้นรถโรงเรียน
    คงจะนึกว่า ก็อีแค่ลงไปนั่งๆ รอเวลาให้ถึงบ้าน มันจะไปยากอะไร
    แต่ในความเป็นจริงนั้น คุณจะใช้ชีวิตอยุ่บนนั้นรถโรงเรียนไม่ได้ ถ้าคุณไม่มีสังคม
     
    ผมยังจำที่นั่งประจำของผมได้แม่นยำ
    (ห้ามย้ายที่นะครับ พี่อังจะด่าเสียๆหายๆ ถ้ามีการย้ายที่
    เป็นเหตุผลของความสะดวกในการเช๊คจำนวนคน)
    สมาชิกที่นั่งใกล้ๆผม และกลายเป็นแก๊งเดียวกันในเวลาต่อมา มีดังนี้
    ดูภาพประกอบนะครับ

     
    ความจริงก่อนหน้าที่ผมจะเข้ามา ที่ของผมเป็นของ "นรินทร"
    อยุ่ป.4 เหมือนกับผม แต่คนละห้องกัน ผมไม่เคยรุ้จักมาก่อน
    แต่ดันมาเจอกันอีกที ตอนผมอยุ่มัธยม บังเอิญมากๆ
    วันที่ผมเข้ามานั่งรถนี้วันแรก นั่นคือวันสุดท้ายที่นรินทรนั่งรถคันนี้ครับ
    (หลังจากนั้น นรินทรย้ายไปนั่งรถลุงเพียรครับ)
     
    ด้วยความที่ผมเป็นเด็กมีปมขี้อายมาก่อนเป็นทุนเดิม
    การเข้ามาอยุ่ในสังคมใหม่ๆ ย่อมทำตัวยากยิ่งกว่าอะไร
    จำได้ว่าวันแรก ซื้อโค๊กกระป๋องกินมาในรถ หลังจากดูดโค๊กจนหมด
    ผมก็นั่งเอาฟันขบกระป๋องไปเรื่อย จนโดนไอ้นรินทรนี่แหละครับ ตะโกนแซวมาจากด้านข้างๆ
    แต่ไม่มีอะไรครับ ขำๆ ตลกๆไป เป็นการละลายพฤติกรรม
     
    หลังจากนั้น เราก็สนิทกับแก๊งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
    ขอแนะนำสมาชิกแก๊งหน่อยนะครับ
     
    สมาชิกรถโรงเรียน
    (ดูภาพแผนผังประกอบนะครับ)
     
    เจ๊ซัง
    - ผมเองก็ไม่รู้ว่า อันที่จริงแกชื่อ"ซัง" แล้วถูกเรียกว่า "เจ๊ซัง"
    หรือว่าแกชื่อ "เจ๊ซัง" เฉยๆ แต่ตั้งแต่ผมเข้ามาเหยียบรถนี้เป็นครั้งแรก
    ผู้หญิงคนนี้ก็ถูกเรียกว่า เจ๊ซัง แล้วล่ะครับ
    เจ๊ซังเป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารักเลยทีเดียว อยู่ป.6 ครับ ตัวอวบๆนิดนึง แต่ก็ไม่ได้อ้วน
    ดูภายนอกเป็นพี่สาวที่ใจดีมากๆ เป็นเหมือนหัวหน้าแก๊งเราเลย
    คอยดูแลทุกข์ สุข ของน้องๆอย่างใส่ใจ
    คอยเคลียร์ปัญหาภายในแก๊งมาตลอด
    แต่ลึกๆแล้ว เจ๊ซังแอบเป้นคนเครียด และจริงจังในชีวิตมาก
    เพราะด้วยความที่เป็นพี่สาวคนโตในครอบครัวคนจีน
    และ ถูกเปรียบเทียบกับน้องชายของเจ๊ซังอยุ่บ่อยๆ
    ทำให้เจ๊ซังเป็นคนที่ใส่ใจในการเรียนมาก และผลการเรียนก็ออกมาดีตลอด
    ถ้ามีวันไหนผลการเรียนตกลง เจ๊ซังจะดูเครียดมาก และวันนั้นจะไม่พูดล้อเล่นกับใครเลย
    ผมได้ยินข่าวล่าสุดว่า เจ๊ซัง ENT ติดที่ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ด้วยคะแนนอันดับหนึ่งของประเทศ
    และ ปัจจุบัน กำลังศึกษาอยุ่ต่างประเทศครับ ช่างเป็นผู้หญิงที่เก่ง และ น่านับถือจริงๆ
     
    พี่สุทธิพร
    - พี่สุทธิพร อยู่ป.5 ครับ เป็นสาวแว่นหน้าตาน่ารักเลย ตัวขาวๆ มีฟันหนูนิดหน่อยพอให้กุ๊กกิ๊ก
    รุ้สึกจะจัดฟันด้วยล่ะ เท่าที่ผมจำได้ และบ้านของพี่สุทธิพรก็เป็นคลีนิคทำฟันครับ อยู่แถวๆนางเลิ้ง
    พี่สุทธิพรเป็นคนร่าเริงตามประสาเด็กผู้หญิง ชอบอ่านการ์ตุน และเป็นคนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อรสนิยมการ์ตูนของผม
    เช่นการชอบ อามิจัง(sailor mercury)มากกว่า อุซางิ
    ชอบคุรามะ มากกว่า ยูซึเกะ ฯลฯ
    ผมค่อนข้างซี้กับพี่สุทธิพร เพราะว่าช่วงหลังๆ ที่เจ๊ซังจบป.6 ออกไป ก็เหลือเราสองคนแหละครับ เป็นพี่ใหญ่ในรถโรงเรียน
    ผมเจอพี่สุทธิพรล่าสุด ที่ เคมี อาจารย์อุ๊
    แต่ด้วยปมขี้อายของผม ทำให้ผมไม่กล้าเดินเข้าไปทัก เสียดายมากๆ
    และสิ่งที่ผมเสียดายที่สุด ก็คือ ผมเคยสัญญาว่าจะเอาหนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่งมาให้พี่เค้าอ่าน
    แต่วันสุดท้ายที่เราเจอกัน ผมกลับลืมเอามาครับ
    เราร่ำลากันอย่างง่ายๆในวั้นสุดท้ายที่เจอกัน
    พี่สุทธิพรพูดประโยคสุดท้ายว่า "อย่างงี้ก็ไม่มีโอกาสได้อ่านแล้วสิ..."
    ใช่ครับพี่ เราไม่เคยเจอกันอีกเลยครับหลังจากนั้น
    ไว้วันไหนรวบรวมความกล้าได้ จะเข้าไปเยี่ยมที่คลีนิคครับ(ไม่รู้ตอนนี้เรียนจบ ย้ายไปอยุ่ไหนหรือยังเนี่ย)
    *UPDATEล่าสุด หลังจากที่ไปเนิร์ด Search หาคลีนิคแถวนางเลิ้งมา ก็สามารถทราบชื่อ และ นามสกุลของพี่เค้าแล้วล่ะครับ
    ล่าสุดก็สำเร็จการศึกษาเรียบร้อยแล้วครับ คณะพาณิชยกรรมศาสตร์และการบัญี จาก มธ. ครับ ยินดีด้วย ย้อนหลังครับ*

    โบ้
    - โบ้เป็นเพื่อนร่วมชั้นเดียวกับผม แต่อยุ่คนละห้องกัน
    โบ้เป็นเด็กผู้ชายธรรมดาทั่วไปมากๆ ชอบเล่นกีฬา และอ่านการ์ตุน และเล่นเขี่ยไพ่ และทั่วไปที่เด็กผู้ชายควรทำ
    โบ้เป็นน้องชายของเจ๊ซังครับ
    ทั้งที่ผลการเรียนก็ค่อนข้างไปทางที่ไม่ค่อยดี แต่ก็มักจะไม่โดนว่าอะไร
    แล้วก็ดูว่าจะมีสงครามจิตวิทยาระหว่างเจ๊ซัง กับโบ้ เกิดขึ้นในรถบ่อยๆ
    ส่วนหน้าตาโบ้จากในรูปนั้น ผมไม่ได้วาดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย โบ้หน้าตาฮาๆอย่างงี้จริงๆครับ
    ได้ข่าวล่าสุดว่า โบ้เรียนอยุ่ที่โรงเรียนพาณิชที่ไหนซักแห่งครับ ไว้ว่างๆจะแวะไปหาเช่นกันนะ

    นุ้ย
    - นุ้ยอยุ่ ป.3 เป็นน้องสาวของโบ้ครับ
    นุ้ยเป็นเด็กผู้หญิงตัวผอมๆ ตาเล็กๆตามไสตล์สาวจีน
    นุ้ยเป็นเด็กร่าเริงเหมือนเด็กผู้หญิงธรรมดาทั่วไปครับ
    ผมรุ้แค่ว่านุ้ย เรียนที่สตรีวิทยฯ เหมือนเจ๊ซัง แล้วจบมาเรียนไรต่อก็ไม่รุ้ครับ
    ไว้วันไหนไปหาโบ้แล้วคงได้เจอกันเนอะ

    เล้ง
    - เล้งเป็นน้องคนสุดท้อง เป็นน้องสาวของนุ้ยครับ
    เล้งอยุ่ป.2 ซึ่งอยู่ชั้นเดียวกับน้องสาวผมครับ
    น้องผมก็นั่งรถโรงเรียนคันนี้เช่นกัน เล้งก็เลยรู้จักกับน้องผมครับ
    เล้งดูเป็นเด็กเงียบๆ แต่ถึงตอนเวลาเล่นกัน เล้งก็ดูสนุกสนานดีครับ
    แต่โดยปรกติจะดุเงียบๆ แล้วก็ค่อนข้างเอาแต่ใจนิดนึง
    เลยต้องกวนให้เจ๊ซัง ดุจนร้องไห้อยุ่บ่อยๆ
    เล้งชื่อออกจะจีน แต่ภาพในหัวผมเป็นเด็กตาโตๆ ผมซอยๆ หน้ากลมๆนิดเดียวกะลังน่ารัก
    ตอนนี้กลายเป็นสาวอักษร จุฬาฯ ไปแล้วครับ ไม่รู้น่ารักป่าวเนี่ย 0_o

    และนี่ก็คือแก๊งรถโรงเรียนของผมครับ
    ถึงจะเป็นสังคมเล็กๆ แต่ก็ค่อนข้างแข็งแรงทีเดียว
    พวกเรารักกันมาก มักจะช่วยเหลือ ดูแลกันและกันเสมอมา
    ที่น่าแปลกก็คือ นับครั้งได้เลยที่เราจะทำอะไรร่วมกันที่โรงเรียน
    แต่หลังจากเลิกเรียนแล้ว เราจะซี้กันมากๆครับ(ฟังดูคล้ายๆโลกอินเตอร์เน็ตเลยเนาะ)
    ผมยังจำได้ดีว่าเราเล่นอะไรกันบนรถโรงเรียนบ้าง

    กิจกรรมในรถโรงเรียน

    "แต่งเพลงแปลง" (ฟังดูเป็นกิจกรรมยุค 80ปลายๆ มาก)
    ตอนนั้นมีเพลงอะไรฮิตๆ กับ event อะไรดังๆ ก็จะเอามาร้องกันเป็นเพลงครับ สนุกดี
    ผมลองมาคิดดูจนทุกวันนี้ มันก็ฟังดูเก๋อยุ่นะ ฮ่าๆ อยากเอามาร้องอีกจัง
     
    "เล่นรายงานข่าว"
    ไม่แน่ใจว่ากิจกรรมนี้เกิดขึ้นได้ยังไง แต่สนุกมากครับ เราแทนตัวเองเป็นนักข่าวช่วงต่างๆ
    ข่าวการเมือง ข่าวต่างประเทศ ข่าวกีฬา ข่าวบันเทิง แล้วก็ผลัดกันแต่งเรื่องรายงาน
    เป็นข่าวขำๆ คิดเอง สนุกดี
     
    "แซวรถข้างๆ"
    อันนี้ผมชอบสุด นั่นคือเวลารถติดๆ ไม่รุ้จะทำอะไรดี ถ้ามีรถมอเตอร์ไซค์มาจอดข้างๆ
    พวกเราก็จะทำหน้าเอ๋อๆใส่ เจ๊ซังอาจจะเก๊กๆไม่ค่อยทำ แต่ก็แอบมีสั่งการอยุ่เบื้องหลัง
    อันนี้พอเล่นทีไร จะโดนพี่อังด่าเสีย เทเสีย ทุกที(สงสัยกลัวมีเรื่องมั๊ง)
    แต่ดูคนที่ถูกแซวก็ขำๆดีนะ รถติดๆหาอะไรมาเล่นกันมั่ง สนุกออก

    อันที่จริง พวกเราจะเล่นกันเจี๊ยวจ๊าวเสียงดังมากๆ ในรถโรงเรียน
    ทำให้พี่อัง ฉุนเฉียวและตะโกนด่ามาเป็นระยะๆ พวกเราเองก็มีกันเยอะ ไม่กลัว
    จึงต้องมีการชิงไหวชิงพริบ บางทีก็มีการคานอำนาจกัน สนุกมากครับ กับเกมส์การเมืองบนรถโรงเรียน
    (พี่อังหลังๆอารมณ์ดีขึ้น ผมเดาเอาเองว่า มีช่างแอร์แถวบ้านผมเข้ามาจีบ ในขณะที่ส่งผมกลับบ้าน)

    รถจอดแล้ว... ไปก่อนนะ...

    ผมยังพอมีความทรงจำ ตอนที่เจ๊ซังออกไป เหลือแค่ผมกับพี่สุทธิพรอยู่
    แต่เวลาหลังจากนั้น ผมเองก็จำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว
     
    จำได้ว่า ตรงที่นั่งของเจ๊ซัง มีน้องคนนึงชื่อว่า "แบ๊ง" เข้ามาแทน ก็ซี้กันพอประมาณ
    โบ้ที่อยุ่ชั้นเดียวกัน หลังๆก็ไม่ค่อยสนิทกัน อยุ่กันคนละห้อง ก็มีสังคมต่างกันไป
    เล้ง , นุ้ย ที่โตขึ้นมาก็ต่างมีชีวิตของตัวเอง มีแก๊งของตัวเอง
    คนที่จบออกไป ก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย
    มีแต่น้องสาวผมแหละครับ ที่ยังเจอเจ๊ซัง และ พี่น้องอยุ่บ้าง เพราะเรียนที่สตรีวิทยฯนี่แหละ
    ส่วนพี่สุทธิพรนี่ไม่เจอเลย เพราะไปเรียนราชวินิตนู่น
     
    และนี่ก็คือสังคมเล็กๆ น่ารักๆ ในรถโรงเรียนที่แสนแออัดนี่ครับ
    เป็นสังคมที่แยกตัวออกมาจากที่โรงเรียนอย่างชัดเจน ถือว่าเป็นสังคมใหม่อันนึงเลยสำหรับผม
    ถ้าไม่ได้นั่งรถคันนี้ ก็คงไม่ได้เจอกันหรอกเนอะ
     
    ขอบคุณทุกคนนะ ที่ดูแลกันมา เป็นความทรงจำที่ดีอันนึงเลย
    ตอนที่เขียนบล๊อคเรื่องนี้อยุ่ ก็มีแว่บนึงที่คิดจะแวะไปหานะ
    บ้านใกล้ๆกันหมดแหละ ไปไม่ยากๆ
     
    ไว้เจอกันนะ...

    รักนะ
    ARCHITRAX
    January 17

    ปมชีวิต 01

    เรื่องต่อไปนี้เป็นปมในชีวิตของผมเอง...
    ใครไม่อยากเครียด ข้ามไปได้จ้ะ...
     
    ตั้งกะผมจำความได้...
    ที่บ้านของจะมีตะกร้าพลาสติกสีฟ้าอยู่ใบหนึ่ง...
    ในนั้นบรรจุไปด้วย...
    หนังสือการ์ตูนเล่มละบาท...
    หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแบบไม่มีลิขสิทธิ์...
    หนังสือต่วยตูน...
     
    ผมโตมากับหนังสือพวกนี้ครับ และผมก็หลงรักมันเข้าโดยไม่รู้ตัว...
    (มารู้ทีหลังว่า หนังสือพวกนี้ส่วนใหญ่ ร้านกาแฟบริจาคให้อากง เอามาให้หลานไว้อ่านเล่นครับ)
     
    วันหนึ่ง ลูกพี่ลูกน้องของผมนำหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ผมดู
    มันคือหนังสือ ทีวีแมกกาซีน หนังสือรวมความเคลื่อนไว้วงการ Animation รุ่นเดอะ
    คืนนั้น หลังจากลูกพี่ ลูกน้องคนนั้นกลับบ้านไป
    ผมกระวนกระวายใจ จนต้องซ้อนเวสป้าสีแดงของน้า ออกไปซื้อถึงบางลำพู (แถวๆบ้านเก่าของผม)
    และ ทีวีแมกกาซีน นี่เอง เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ผมหลงรัก Animation เชื้อสายญี่ปุ่น
     
    หลังจากนั้นผมได้รู้จักกับหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ที่ชื่อว่า ZERO
    มี ZERO เล่มหนึ่ง เขียนโฆษณาไว้ด้านหลังว่า
    มีหนังสือการ์ตูนแบบ manga ที่เขียนโดยคนไทยกำลังจะออก ชื่อว่า Thaicomic
    นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรุ้จัก Thaicomic
    ผมซื้อ Thaicomic ติดต่อกันมาหลายเล่ม ติดตามวงการการ์ตูนไทยมาตลอด
    อันที่จริง แม่ผมจะเป็นคนแวะซื้อให้ที่ร้านการ์ตูนแถวสามแยกเกษตร
     
    ยิ่งอ่าน ผมก็ยิ่งอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน
    ไม่นานหลังจากนั้น ผมก็ตัดสินใจที่จะทุ่มเทกำลังลงไปที่มันโดยไม่เคยบอกที่บ้านเลยซักคำ
    ผมสั่งซื้อกระดาษวาดการ์ตูนจากวิบูลย์กิจ
    ศึกษาหาอุปกรณ์การวาด และทดลองสร้างผลงานเพื่อนที่จะได้มีโอกาสลงกะชาวบ้านชาวช่องมั่ง
     
    วันหนึ่งขณะที่ผมกลับมาถึงบ้าน
    ผมวางกระเป๋า และล้มตัวลงไปนอนกับพื้น ขยับไปข้างๆตุ้ที่เก็บตะกร้าสีฟ้าใบนั้นไว้
     
    มันแปลกไป...
    หนังสือทั้งหมดในนั้น ไม่อยู่...
    พ่อผมเป็นคนทิ้งมันไปเอง...
     
     
     
     
     
    ...
    น้ำตามันไหลออกมา โดยไม่รุ้ตัว...
    ...
     
     
     
     
     
    ผมได้แต่นั่งสงบนิ่ง ไม่คิดจะโวยวายอะไรทั้งสิ้น
    ก่อนหน้านี้พ่อเคยบอกว่า ผมอ่านการ์ตูนมากไป จนไม่ให้เวลากับเรื่องอื่นๆ
    พ่อสั่งห้ามผมซื้อการ์ตูนอีกต่อไป
     
    ผมโกรธพ่อมาก
    แต่ที่โกรธมากกว่าคือ โกรธค่านิยมในประเทศไทย
    โกรธที่ประเทศไทยยังมองว่าการ์ตูนเป็นสื่อสำหรับเด็ก เป็นสิ่งไม่สร้างสรรค์
    และเมื่ออายุมากระดับนึง ก็ควรที่จะเลิกอ่านมันไป แล้วก็ลืมของวิเศษของโดเรมอนไปซะ
     
    ผมไม่ได้ติดตาม Thaicomic และ ทีวีแมกกาซีน อีกต่อไป
    เป็นอันจบความฝันลมๆแล้งๆ ของเด็กคนนึง
    และมันก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า อาชีพนี้มันหากินได้ซะที่ไหนกันเล่า
     
    ผมดูรายการ ซุปเปอร์จิ๋ว ที่มีสกู๊ปเกี่ยวกับเด็กที่อายุน้อยกว่าผม
    แต่วาดการ์ตูนได้สวยมาก ผู้คนชื่นชมกันใหญ่
     
    ...
    นั่งดูไปน้ำตาซึมไป...
    ...
     
    จนกระทั่งผมอยุ่ ม.ปลาย
    ผมแอบซื้อหนังสือการ์ตูน โดยที่ไม่ให้ที่บ้านรู้
     
    โชคดีที่ผมมีเพื่อนที่ที่บ้านขายการ์ตูนอยู่ ผมซื้อมันได้ทีละเยอะๆ ราคาถูก และ สามารถหาเล่มเก่าๆได้
    ถึงแม้จะเป็นการแอบซื้อ แต่มันก็เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
    ถึงผมจะไม่สามารถอ่านการ์ตูนเล่มที่เคยอ่านตอนเด็ก ให้สนุกเหมือนก่อนได้แล้ว
    แต่ก็ยังมีการ์ตูนอีกมากมาย ให้ติดตาม...
     
    ผมก้าวเข้ามาสู่โลกแห่งความฝันอีกครั้ง
     
    และนี่คือผลจากปมชีวิตของผมครับ...
     
    - ทุกครั้งที่มีการเอาการ์ตุนเก่าๆกลับมาพิมพ์ใหม่
    ผมไม่เคยลังเลที่จะควักเงินออกมาซื้อเก็บไว้เลย
     
    - ผมเองก็มีอคติกับการ์ตูนใหม่ๆ
    รู้สึกเสมอว่า การ์ตูนเก่าๆที่เคยอ่าน สนุกกว่าการ์ตุนใหม่ๆ 555
    และการ์ตูนใหม่ๆ ถ้าจะซื้อ จะต้องผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
    พร้อมกับฟังคอมเมนท์จากคนที่เชื่อใจได้ก่อน
    หรืออาจจะต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ 555 
     
    - ช่วงหยุดปีใหม่ที่ผ่านมาไม่กี่วัน ผมซื้อการ์ตูนมาทั้งหมด 14 เล่ม
    อ่านรวดเดียวหมดโดยไม่รู้ตัว
    ค่อยๆซื้อทีละเล่มด้วยนะ รู้ตัวอีกทีตอนตั้งรวมกันว่า "เฮ้ย กูซื้อเยอะขนาดนี้เลยเรอะ!!!"
     
    ปัจจุบันนี้ไม่ต้องแอบซื้อแล้วครับ
    :) ที่บ้านเข้าใจแล้วครับ
     
    LOVE AND RESPECT
    ARCHITRAX
    January 16

    นี่คือความสุขของสถาปนิกคนนึง

     
    7.30 ตื่นขึ้นมาด้วยความแจ่มใส นอนเต็มอิ่ม
     
    7:45 แปรงฟังเสร็จ ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อยืด
     
    8:00 ออกไปเดินตลาดแถวบ้านหาข้าวขาหมูกิน กับ น้ำชา ฟังรายการวิทยุตอนเช้าไปด้วย
     
    9:00 เดินไปร้าน DVD แถวบ้านเช่ามาซักสองเรื่อง
     
    9:30 นั่งชิลดูข่าว และ อ่านข่าวจาก website
     
    10:30 ดู DVD
     
    11:30 ผลอยหลับไป
     
    14:00 ตื่น
     
    14:30 เดินเล่นแถวท่าน้ำนนท์ ซื้อหมูสะเต๊ะ กับ หนังไก่ทอดกินเล่น กับ หาหนังสือไร้สาระอ่าน
     
    15:00 แวะกินอาหารอิสลาม ข้าวหมกไก่ กับซุบหางวัว
     
    15:30 นอนอ่านการ์ตูนที่บ้านไปเรื่อยๆ
     
    17:00 เล่นเน็ตคุยกับชาวบ้าน
     
    18:00 เล่นเกมส์
     
    20:30 ออกไปกินเบียร์กับเพื่อนแถวราชเทวี
     
    ผมไม่แน่ใจว่ามันเคยเกิดขึ้นจริงหรือยัง...
     
    ARCHITRAX
    SURF SAFE
    January 12

    ERROR DESIGN

    มีหลายคน คิดว่าผมเป็นคนชิลๆ ขำๆ ไม่ค่อยโกรธใคร...
    แต่ไม่เลย ความจริงผมเป็นคนขี้หงุดหงิดมากๆ...
     
    โดยเฉพาะกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต!!!
     
     
    ถ้าวันนึง คุณต้องการจะดึงไอ้สายโทรศัพย์นี้ขึ้นมาดุว่า ทำไมโทรศัพย์มันถึงไม่ค่อยชัด
    คุณถอดมันออกมาจากตัวเสียบแล้ว และคาดหวังว่า จะสามารถดึงไอ้สายนี่ขึ้นมาได้โดยง่าย
    ดูๆแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
     
     
     
    แต่พอเริ่มออกแรงดึง มันก็ติดปึ้ก! ขึ้นมาทันที
    ในวินาทีนั้น คุณสงสัยเป็นบ้า ว่ามันติดอะไรวะ ไม่น่าจะติดอะไรได้
    และไม่กี่เสี้ยววินาทีต่อมา อุปกรณ์โมเด็มที่ตั้งอยู่ข้างๆ ก็โดนไอ้สายนี้ดึง ตกพื้นเสียงดังสนั่น
     
     
     
    คุณอยากจะก้มลงไปเก็บโมเด็มมาดูว่ามันเจ๊งตรงไหนหรือเปล่า
    แต่คุณอยากรู้มากกว่าว่ามันติด(ห่า)อะไรวะ คุณค่อยๆยกสายมาดู ข่มใจให้เย็น
    อ๊ะ! นี่มัน
     
     
     
    มันจะดีไซน์ไอ้แง่งนี้มาทำมายยยย!!!!!
     
    ARCHITRAX
    SURF SAFE
    January 04

    ผมไม่เคยจำวันเกิดใครได้เลย...

     
    ผมไม่เคยจำวันเกิดใครได้เลย...
     
    ใครที่รุ้จักผม และ มีโอกาสได้เข้ามาอ่านบล๊อคนี้...
    ผมต้องขอกล่าวคำโทษเอาไว้ ล่วงหน้า (หรือ ย้อนหลัง) เลยนะครับ...
    เพราะว่า ผมไม่สามารถจำวันเกิดของคุณได้จริงๆ...
     
    ผมไม่มี Skill นี้เลยแม้แต่น้อย...
    แต่ต่อไปนี้ผมจะพยายามครับ...
    เพราะผมได้รับบทเรียนครั้งสำคัญมาแล้ว...
    และผมสัญญากับตัวเองว่า ผมจะไม่พลาดอีก...
     
    ========================================================
     
    เรื่องมันเกิดขึ้น ในวันที่ผม Present งาน Thesis...

     
    คนที่เคยผ่าน Thesis มาแล้ว ก็คงจะรุ้ว่ามันเหนื่อย และ ว้าวุ่นใจแค่ไหน...
    คืนก่อนหน้านั้น ผมเตรียมตัวถึงเวลาประมาณ ห้าทุ่ม...
    และ ตื่นขึ้นมาเพื่อที่จะ Present เป็นคนที่ 3 ของวันนั้น...
    ผมมาถึงที่คณะตอน 8 โมงเช้า เตรียมบทพูดเรียบร้อย...
    เช๊คเครื่องแต่งกาย และ สุดหายใจลึกๆแบกความกล้าเข้าไป Present...
     
    ..................
    เวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก...
    ผมผ่านการ Present มาเรียบร้อยแล้วครับ...
    ..................
     
    เรียนจบแล้ว!!!!...
    ผมดีใจมากๆ วิ่งวนไปทั่วคณะ กระโดดโลดเต้นเหมือนคนบ้า...
    โหวกเหวกโวยวาย ให้มันสาแก่ใจ ที่อุตส่าทนเหนื่อย อดหลับอดนอน ทำมาตั้งนาน...
    ช่วงเวลานั้น มันทั้งเบลอ ทั้งง่วง ทั้งสนุก ปนเปกันไปหมด...
     
    ..................
    เวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก...
    และแล้ว ผมก็กลับมาถึงบ้าน...
    ..................
     
    ผมกลับมาถึง เวลาประมาณห้าทุ่มกว่าๆ...
    เตรียมตัวนอน พอแล้วสำหรับวันอันแสนปิติ...
    ผมทิ้งหัวลงหมอน สติค่อยๆเลือนไป...

     
    "ตื๊ดๆ!"


    เสียงอะไรดังหว่า ผมลุกขึ้นมาดู...
    ที่มือถือ มี MSG เข้ามา ผมเปิดอ่าน...
     
     
     
     
     
    "Happy Birthday..."
     
     
     
     
    ผมนิ่งพักใหญ่...
     
     
     
     
     
    ผมลืมวันเกิดตัวเองครับ...
    (แถมเอาเวลาไปทำบ้าอะไรไม่รู้ทั้งวัน...)
     
    ARCHITRAX : 26 FEB
    ช่วยกันดูซิ ว่าปีนี้จะลืมป่าว...
    January 01

    คนเรานี่ก็แปลกเนอะ ชอบไปว่าคนอื่นเค้า...

    ช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา...
    ผมได้มีโอกาสไปเดินดุ่ม ร้านหนังสือ เหมามาหลายเล่มเลยครับ...
    หนึ่งในนั้น เป็นหนังสือของนักเขียนที่ใช้นามปากกว่า "ต้องการ" ครับ...
    ผมแอบเป็นแฟนอย่างลับๆ ของนักเขียนท่านนี้ ฮ่าๆ...
     
    ตามความเห็นของผมเอง สิ่งที่จ๊าบที่สุด ของนักเขียนท่านนี้ ก็คือภาพประกอบ ของเขาแหละครับ...
    วาดออกมาได้น่าร๊ากกกก น่าหยิก มาก...
    และเรื่องราวที่เขียน ก็ออกจะเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน ของเราๆ ท่านๆ ที่แสนจะธรรมด๊า ธรรมดา...
    แต่ไอ้เรื่องเนือยๆ ชิลๆ นี่แหละครับ ที่อ่านแล้วโครตมีความสุขเลย...
     
    ไม่รู้อินเวอร์ไปป่าวนะ ฮ่าๆ แต่ผมชอบอะไรแนวๆนี้แหละ...
    หลายคนอาจจะมองว่า "ต้องการ"มองโลกในแง่บวกเกินไปหรือเปล่าเนี่ย...
     
    ...ก็คงเป็นอย่างงั้นจริงๆแหละครับ
     
    เพราะฉะนั้น การอ่านหนังสือของ "ต้องการ" จึงไม่ควรอ่านด้วยความเท่ ความเก๋ หรือความขึงขัง อะไร...
    แต่ผมแนะนำว่า ให้คุณลองทำตัวให้น่ารัก กุ๊กกิ๊ก แอ๊บแบ๊วนิดนึง แล้วจะมีความสุขไปกับมันมากๆครับ...
     
    ==== แล้วมันเกี่ยวกับหัวข้อนี้ยังไงเนี่ย ====
    ยังไม่เกี่ยวครับ ฮ่าๆ รอเกริ่นก่อนแป๊บนึง...
     
    ทีนี้เรามาดูหนังสือเล่มนี้กันครับ เริ่มจากหน้าปกก่อนเยย...

    ถูกแล้วครับ มันเป็นหนังสือเกี่ยวกับแมวครับ แมวที่ชื่อว่า "น้องมะลิ"(คนเขียนเค้าเรียกอย่างงี้จริงจริงครับ)...
    และเจ้าของก็คือ "พี่ต้องการ" นั่นแหละครับ (เวลาพูดกับแมว คนเขียนเค้าเรียกตัวเองอย่างงี้เหมือนกัน)...
    เพราะฉะนั้น หนังสือเล่มนี้ จะไม่มีอะไรมากไปกว่า การเล่าเรื่องแมวของ "ต้องการ" ครับ เหอๆ ธรรมดามากๆ...
    แต่สำหรับผมมันยอดมากเลย ยิ่งชอบเลี้ยงแมวเป็นทุนอยู่แล้วด้วย อ่านแล้วนึกถึงแมวที่เคยเลี้ยงมากเลย
    ขอเน้นย้ำอีกทีครับ ว่าเล่าได้น่ารักมาก ไปดูรูปประกอบกัน...

    ภาพสดใส กุ๊กกิ๊กมากๆครับ วาดไปยิ้มไปชัวร์ๆ...

    ====แล้วมันเกี่ยวกับหัวข้อยังไง====
    ยังไม่เกี่ยวอยู่ดีครับ เหอๆ ขอต่ออีกนิด ใกล้แล้วๆ...

    ถ้าสนใจ ก็ลองไปซื้อหามาอ่านได้ครับ ไม่รู้ว่าออกมานานหรือยังนะ แต่ผมเพิ่งเจอน่ะครับ...
    รับประกันความสดใสครับ...

    มีตอนนึงในหนังสือเล่มนี้ที่ผมอ่านแล้วก็ถึงกับมองย้อนดูตัว 555...
    คือเค้าเล่าประมาณว่า ก่อนที่จะเริ่มเลี้ยงแมวเนี่ย เค้าเคยได้ยินข้างบ้านพูดกับหมา...
    แต่ว่าพูดแบบ ประหนึ่งว่าหมามันจะฟังภาษาคนรู้เรื่อง
    เค้าก็เลยเอาเรื่องนี้ไปนินทากับแม่ ฮากันใหญ่...

    แต่พอได้เลี้ยงแมวเอง ปรากฏว่าพูดกะแมวเหมือนกัน ฮ่าๆๆ...

    ผมอ่านแล้วถึงกับคิดในใจ "นี่มันกูเลยนี่หว่า" ก่อนหน้านี้ก็เคยไปว่าชาวบ้านเค้าเหมือนกัน ว่าพูดกับหมารู้เรื่องเหรอ...
    และตอนนี้ผมเองก็มีหมาหนึ่งตัว พูดกับมันทุกเช้าเลยครับ ฮ่าๆ...

    คนเรานี่ก็แปลกเนอะ ชอบไปว่าคนอื่นเค้า...

    ====อ้อ... อย่างงี้นี่เอง====
    เป็นอันว่าเกี่ยวกับหัวข้อแล้วนะ...

    ทั้งๆที่ไม่รู้หรอกว่า คนอื่นที่เค้าทำอย่างงั้นน่ะ เค้ามีเหตุผลอะไรหรือเปล่า...
    แล้วดูสิ พออยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ก็ต้องทำอย่างที่เค้าทำอยู่ดี...
    (ที่บ่นมานี่ ตัวผมเองก็เป็นนะ 555 ต่อไปนี้จะไม่ BAN ใครแล้วคับ :D )

    และนี่คือหมาผมครับ กำลังแกล้งตาย???


    SURF SAFE
    ARCHITRAX