| ป่าน's profileCyber Space...BlogLists | Help |
|
April 09 จะตลก ไม่ใช่ง่ายๆผมเองก็ไม่ได้ว่าจะเป็นปรมจารย์ เรื่องตลกอะไรหรอกนะครับ... อันที่จริง ถ้าใครที่เคยคุยกับผม จะรุ้ว่า ปรกติผมจะไม่คุยตลกเสียเท่าไหร่... ถ้าคุณไม่สนิทกับผม แต่มีเหตุจำเป็นต้องคุยกัน ระหว่างคุยคุณอาจจะนอยได้...
เพราะผมเป็นคนไม่ตลกเอาซะเลย คิดมุขอะไรเฉพาะหน้าไม่ออกเลยล่ะครับ... เรียกว่าหมดเรื่องคุยเอาได้อย่างง่ายๆ (ทั้ง MSN และ การพูดจริงๆ)... คนอื่นๆ มักจะคาดหวังความตลกจากผม...
อาจจะเป็นเพราะ คุณได้เห็น ผมเล่นตลกในที่ Public... และ อยุ่ในสถานการณ์ที่เอาตัวรอดด้วยเรื่องอื่นไม่ได้ มากกว่าครับ... พี่สรวิศ ปี67 เป็นพี่ที่ Office ที่ผมทำงานอยู่...
เคยบอกว่า ตัวผม ผิดไปจากการรับรู้ของพี่เค้ามาก... เนื่องจากเพื่อนๆของเค้า ที่เป็นคนตลก ก็มีสาวๆมาติดกันงอมแงม หญิงอย่างเยอะ... ...ทำไมผมไม่เป็นงั้น...
อยากจะบอกว่า จริงๆพี่เข้าใจถูกแล้วครับ 555 ผมไม่ได้เป็นคนตลกจริงๆครับ...
จบเรื่องของผมไว้เพียงเท่านี้...
วันนี้เราจะมาว่ากันด้วยเรื่องของ การเล่นตลกครับ...
โดยความเห็นของผมเอง หนึ่งในหลักการเรื่องความตลกแบบเบสิคสุดๆ นั้นคือ... "ความตลก จะเกิดได้ต่อเมื่อ คุณได้รับรุ้ในสิ่งที่คาดไม่ถึง..."
เพื่อความเข้าใจ จะขออธิบายด้วย Diagram ครับ...
มีเลขอนุกรม ชุดหนึ่ง เริ่มต้นที่...
1 > 2 > 3 > 4 > 5... แน่นอนว่า คุณเห็นลำดับการเติบโตของมัน เพิ่มทีละหนึ่ง... ตัวเลขถัดไป มันควรจะเป็นเลข 6 ตามการรับรู้แบบเบสิค... แต่ถ้าเกิดมันกลายเป็น...
1 > 2 > 3 > 4 > 5 > 1000000000 ชะ ชะ ชะ เห็นอย่างงี้ นักคณิตศาสตร์ อาจจะลงไปนอนขำกลิ้งได้... ที่อยุ่ดีๆ 5 แล้วกระโดดเป็น 1000000000 (พันล้าน) ได้ยังไง ต่อไปจะลองยกตัวอย่างจากบทสนทนาดุครับ... (อย่าไปคาดหวังว่ามันจะขำจริงๆนะครับ...) ตัวอย่างที่ 1
นาย ก. : เมื่อเช้าแม่ง กุสั่ง "ข้าวผัดกุ้ง"... นาย ก : แม่ง เสือกได้ "ข้าวผัดผักบุ้ง" ว่ะ... นาย ข : ก๊ากๆๆๆๆๆ ขำฉิบหาย... อันนี้คือการเล่นตลก กับสิ่งที่คาดไม่ถึง แบบเบสิคสุดๆครับ...
ตามการรับรุ้ของคนปรกติ นาย ข อาจจะได้ยินประโยคแรก แล้วคิดในใจว่า... "อย่างมาก มึงก็คงได้ผัดกระเพราะล่ะวะ..." แต่พอเจอ คำตอบที่กลายเป็น ข้าวผัดผักบุ้ง ไปแทน ก็เลยฮาก๊ากออกมา... นับว่าเป็นวิธีที่เหมาะกับผู้เริ่มต้น... อย่างที่ผมบอกไปครับ ว่ายิ่งผิดกับความคาดหวังมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลต่อความตลกเท่านั้น...
แต่จากตัวอย่างที่ 1 สังเกตุได้ว่า นาย ก. ชงเอง เล่นเอง ในจังหวะเดียว... เพราะฉะนั้น ถ้าจังหวะการพูดไม่เทพจริงๆ นาย ข. อาจจะเจื่อนได้... (โดยเฉพาะน้ำเสียง และ หน้าตาตอนคำว่า "แม่งเสือกได้" สำคัญมาก...) เพราะฉะนั้นจึงมีคนหัวใส คิดวิธีพลิกแพลงมุขแบบเบสิคๆนี้ ให้ดูน่าสนใจขึ้นครับ มาดู Diagram ก่อน...
1 > 2 > 3 > 4 > 5 > ให้ทายว่า ต่อไปเลขอะไร > 6 เหรอ > 1000000000
สิ่งที่เพิ่มมาก็คือ การกระตุ้นให้ผู้ฟัง คล้อยตามกับตัวเลขลำดับถัดไป ด้วยการถามนำ...
แล้วก็จับหักหลังในตอนจบ (ประมาณว่า "มึงพูดออกมาเองนะ แปลว่ามึงเชื่ออย่างงั้นนะ")... ตัวอย่างที่ 2
นาย ก. : เมื่อเช้าแม่ง กุสั่ง "ข้าวผัดกุ้ง"... นาย ก : มึงว่า ปรกติกูควรจะได้อะไร... นาย ข : ก็ต้องเป็น "ข้าวผัดกุ้ง" ตามที่มึงสั่งสิวะ... นาย ก : เออ ใช่มะ... ไอ้เหี้ย แต่นี่แม่งทำ "ข้าวผัดผักบุ้ง" มาให้กูว่ะ... นาย ข : ก๊ากๆๆๆๆๆ ขำฉิบหาย... สร้างสรรค์ใช้ได้ครับ กับมุขแบบนี้...
แต่มุขแบบนี้ก็มีจุดอ่อนอยู่เหมือนกัน นั่นคือ เราไม่สามารถควบคุม นาย ข ให้เป็นไปตามต้องการได้... เช่น... ถ้า นาย ข เกิดเป็นคนหัวเฉื่อย อาจจะตอบว่า "ไม่รู้ว่ะ" อันนี้ก็โอเค คุณยังตบมุขเดิมได้...
หรือ ถ้า นาย ข เกิดเป็นคนหัวไว แต่ไม่ตลก อาจจะตอบว่า "แม่งทำข้าวผัดกระเพรามาให้ป่าววะ เมื่อเช้ากูก็โดน เหี้ย...กุว่าจะไปบอก อาจารย์เลอสมว่ะ ไปเป็นเพื่อนกุหน่อยดิ..."
<นอกจากจะไม่เปิดโอกาสให้เล่นมุขแล้ว ยังโดนเฉไฉไปเรื่องอื่นด้วย วกเข้ามาตบอีกทียากมาก> อันนี้ก็อาจจะทำให้จังหวะเสียได้ คุณช้าไปเสี้ยววินาทีเดียว มุขที่เตรียมไว้เล่น อาจจะกลายเป็นแค่ประโยคบอกเล่า...
หรือ ถ้า นาย ข เกิดเป็นคนหัวไวมาก+ตลกด้วย อาจจะเล่นมุขสวนขึ้นมา พร้อมฮาตบมุขด้วย ว่า...
"ข้าวผัดผักบุ้งเหรอวะ 555555 ก๊าก..." เจออย่างงี้ คุณก็จะตกที่นั่งลำบากทันที... และเช่นกัน คนที่ตบมุขจังหวะสุดท้ายได้ ก็ต้องจังหวะเทพครับ สุ่มสี่สุ่มห้าตบไม่ได้...
หาก นาย ก พูดช้า หรือเสียจังหวะไปหนึ่งดอก กลายเป็น... "เออ กูก็ว่างั้น............<เว้นนานไป>............. แต่แม่งทำ.............. เอ่อ.........<ตะกุกตะกัก และ แอบสบตา นาย ข หนึ่งดอก>........ทำข้าวผัดผักบุ้ง มาให้กูว่ะ..." มุขนี้ก็จะกลายเป็นประโยคบอกเล่า นอยๆ ได้ครับ... เพราะฉะนั้น จึงมีคนคิดวิธีถัดไป เพื่อแก้ปัญหานี้ครับ...
(วิธีนี้ผมนิยมใช้ เพราะชัวร์ดีครับ อย่างน้อยก็ได้ "แหะๆ ขำว่ะ..." มาล่ะ) diagram ครับ...
1 > 2 > 3 > 4 > 5 > "ต่อไปต้องเป็น 6 นะ" > "ต่อไปต้องเป็น 6 นะ" > "ต่อไปต้องเป็น 6 นะ" > 1000000000 ดูตัวอย่างกันครับ... ตัวอย่างที่ 3
นาย ก. : เมื่อเช้าแม่ง กุสั่ง "ข้าวผัดกุ้ง"... นาย ข : แล้วไงต่อ... นาย ก : กูก็เออ กะว่าจะได้กินข้าวอุ่นๆ ตอนเช้าๆ... นาย ก : นึกในใจตลอดเลย ว่าสบายชัวร์ เช้านี้... นาย ข : เออ... นาย ก : ตอนรอ กูแม่ง สั่งโค๊กมารอเลย กินชิลๆ อารมณ์ดีเหี้ยๆ... นาย ก : ซักพัก กูมองไปที่จาน!! ทำไมรูปร่างมันแปลกๆวะ... นาย ข : ทำไมวะ
นาย ก : ไอ้เหี้ย... "ข้าวผัดผักบุ้ง" นี่หว่า...
นาย ข : ก๊ากๆๆๆๆๆ ขำฉิบหาย... ตัวอย่างที่ 3 ต่างกับ ตัวอย่างที่ 2 ตรงที่มันสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดของ ตัวอย่างที่ 2 ได้...
นั่นคือ ไม่เปิดโอกาสให้ นาย ข ออกความเห็นอะไรเลย นอกจากเห็นด้วย...
เนื่องจากเราเป็นคนคุมเกมส์อย่างสมบูรณ์...
หน้าที่ของเราก็คือ จะต้องพยายามบิ๊ว นาย ข ให้คล้อยตาม...
ถึงขั้นว่า ให้เห็นภาพชัดเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี... นาย ข ที่คล้อยตามสถานการณ์นั้นเหมือนตัวเองเจอมาจริงๆ... บวกกับ ต้องอดกลั้นความฮาเอาไว้ เนื่องจากรู้ตัวอยู่แล้วว่า ตอนสุดท้ายจะต้องมีฮาหนักๆ แหง จากการปูแบบตั้งใจของเรา...
ในจังหวะสุดท้ายนี่ล่ะ เป็นโอกาสที่เราจะตบมุขแรงๆให้หัวทิ่ม ลงไปนอนขำก๊ากได้สบาย...
มุขนี้มักได้ความฮามากกว่าปรกติ แต่ว่า อัตราความขำ จะแปรผันตามความสามารถในการบิ๊ว...
ยิ่งบิ๊วนาน อธิบายละเอียดมากๆ เห็นภาพชัดๆ ก็จะยิ่งฮา... แต่การบิ๊วนั้น ก็มีความเสี่ยงครับ ถ้าบิ๊วนานเกินไป จะทำให้ผู้ฟังเบื่อ จนถึง "จุดคราก"... กราฟจะตกลงอย่างรวดเร็วทันที... เพราะฉะนั้น เราจึงควรเล่นมุขแบบนี้แต่พองามครับ ไม่จำเป็นต้องตบให้ฮาเต็ม max...
เอาให้ปริ่มๆ แต่ตบลงแรงๆ ใช้จังหวะ สีหน้า และ น้ำเสียงเข้าช่วยด้วยอีกแรง... ใครมีคำแนะนำเพิ่มเติม โปรดทิ้งข้อความไว้ เพื่อเป็นวิทยาทานครับ...
architrax surf safe April 06 โดเรม่อน ม่อน ม่อนโดเรม่อน ม่อน ม่อน...
โดเรมี่ มี่ มี่...
ชิตซูกะ โนบิตะ...
ใครชนะ ได้เป็นใจแอนท์!!!...
.......................
เพลงสมัยเด็กๆ ที่เราเคยร้องกันเพลงนี้...
สามารถอธิบาย เรื่องสถานะของ การ์ตูนในสังคมไทย ได้ดีทีเดียว...
"จะไปเรื่องมากทำไม ก็แค่จับตัวการ์ตุนมายัดๆลงไป เดี๋ยวเด็กมันก็ชอบเองแหละ..."
ถ้าเคยดูการ์ตูนเรื่องนี้มา อย่างน้อย 1 ครั้ง ดูจนจบตอน ด้วยความใส่ใจพอประมาณ...
ใครมันจะอยากเป็น ไจแอนท์ ครับ ถามจริงๆ???...
การ์ตูน ก็ยังคงเป็นแค่ของหลอกเด็กต่อไป...
ในบ้านนี้ เมืองนี้...
architrax
surf safe April 03 วิธีการกินแยมโรลที่ถูกต้อง...
![]() จากการวิเคราะห์ลักษณะภายนอก... ดูก็รู้ว่าคนที่ออกแบบ ตั้งใจจะให้เราสามารถกินเนื้อครีม(สีขาว) และ เนื้อฟูๆ(สีน้ำตาล) ไปได้พร้อมๆกัน... ไม่งั้น คงไม่ออกแบบให้มันขดๆ ม้วนๆ ปนเป complete กันภายในชิ้นเดียว... ![]() แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ทุกครั้งที่เรากินมัน เราจะกัดมันลงไปอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า... ทีละคำ ทีละคำ... คำแรก คุณก็จะกัดโดนเนื้อฟูๆ สีน้ำตาลอย่างเดียว ไม่โดนครีม.. ![]() คำถัดมา คุณก็จะกัดโดนเนื้อครีมสีขาว เยอะมาก... มากจนรุ้สึกเลี่ยน เพราะอัตราส่วนครีม เทียบกับ เนื้อฟูๆสีน้ำตาลแล้ว ครีมจะมากเกินไป... และสุดท้าย คุณก็จะกินจนส่วนที่เป็นครีมหมดไป ต้องกลับไปกินแต่เนื้อฟูๆอย่างเดียว กรอยๆ อีกรอบ... แสดงว่าการกินของคนทั้งประเทศไทยที่ผ่านมา ขัดต่อความตั้งใจของผุ้ออกแบบน่ะสิ!! แล้วอย่างงี้ จะได้รสชาติความอร่อยสุดยอด ตามที่เค้าออกแบบมาได้ไง... ถ้าเปรียบกับตึก ก็เหมือนตึกที่ออกแบบห้องมาเป็นอย่างดี แต่สุดท้าย ผู้ใช้ดันเอาไปทำห้องเก็บของ ซะอย่างงั้น... เป็นความโชคดีของคุณแล้ว ที่ได้เข้ามาอ่านบล๊อคนี้ครับ... ผมขอเสนอการกินวิธีใหม่ ที่คุณจะสามารถรับรุ้รสชาติ และความตั้งใจของผู้ออกแบบได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย... ![]() ขั้นแรก เอาแยมโรลรสสตอเบอร์รี่ ที่ม้วนๆอยู่ มาคลี่ออกตามภาพ ![]() คลี่ออกมาจนเป็นเส้นยาวๆ... ![]() แล้วก็แด๊ก ไปตามแนวเส้นเล้ย!!!!!... คราวนี้ ครีม กับ เนื้อฟู เข้าปากพร้อมกันทุกคำแน่นอน!!!... architrax surf safe March 16 ความกุ๊กกิ๊ก ที่ผู้ชายไม่สามารถทำได้...ผมมีหมาอยู่สองตัวครับ ชื่อว่า โซฟา กับ ซาติน...
เป็นหมาพันธุ์ ชิวาวา ...
เมื่อปีที่แล้ว วันรับปริญญาของผม...
หลังจากเจออะไรวุ่นๆ มาทั้งวัน เดี๋ยวคนนี้มาหา คนนู้นมาหา...
รู้สึกตัวอีกที ในมือก็เต็มไปด้วยดอกไม้ ตุ๊กตา แล้ว...
ระหว่างที่นั่งชิลอยุ่ ก็ลองหยิบพวกของขวัญมาดูซิ ว่าได้มาจากใครมั่ง...
หยิบมาดูทีละอัน...
หยิบมาดูทีละอัน...
หยิบมาดูทีละอัน...
"ขอแสดงความยินดีกับพี่ป่านนะ ที่สำเร็จการศึกษาแล้ว
จาก โซฟา , ซาติน"
... อึ้งไปเลย ...
แน่นอนครับ ว่าหมาที่บ้านผม คงไม่ได้วิ่งมาซื้อตุ๊กตาหมีใส่ครุยตัวนี้ให้ผมแน่ๆ...
ถ้าไม่ใช่น้องสาวผม ก็ต้องเป็น แม่ผม ล่ะครับ ที่เป็นคนจัดการเจ้าหมีตัวนี้...
สุดท้ายก็ไม่ได้ไปถามนะครับ ว่าใครทำ ได้แต่นั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว...
ผู้ชายทั้งแท่ง คิดให้หัวระเบิด ก็คิดไม่ออกหรอกครับมุขนี้...
ARCHITRAX
SURF SAFE March 09 ความซึ้งของลูกผู้ชายถาปัดบางครั้งที่เรารู้สึกว่า ชีวิตของเรามันช่างห่วยแตก...
เหมือนกับมันเป็นสีเทาอยู่ตลอดเวลา...
![]() บางทีก็นึกดูถูกตัวเองว่า ทำไมโลกของเรา...
มันไม่เห็นเป็นสีขาวเหมือนใครๆเขา...
![]() แต่ถ้าเรามองดูไปรอบๆตัวเราดีๆ...
ไอ้ที่เราเห็นชีวิตมันสีขาวๆน่ะ มันไม่ได้เป็นของปรกติที่ทุกคนเค้าเป็นกันซะหน่อย...
อันที่จริงแล้ว ถ้าลองมองดูคนที่เค้ามีชีวิตที่ดำกว่าเรา...
ชีวิตของเรามันก็แทบจะดูขาวไปเลย...
![]() รองเท้าเหม็นมากครับ ถึงเวลาซักซะที
architrax February 24 อุบัติเหตุ - 01 01/02/51 update เอาภาพมาใส่เพิ่มให้ดู...
เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมา...
ผมได้รับอุบัติเหตุ จากการลื่นล้มในห้องน้ำ... ทำให้มือขวาของผม ครูดไปกับผนัง ซึ่งมีที่วางสายชำระติดอยุ่... ขณะที่มือครูดลงไปนั้น ที่วางสายชำระเจ้ากรรม ก็ดันมาหัก ทำให้มันมีคม...
แล้วมันก็บาดเข้าที่ฝ่ามือของผมครับ... ตอนที่โดนบาดนั้น ก็ยังรุ้สึกเจ็บแปล๊บๆ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น... ลุกขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นรอยแผลฉกรร ลึกเข้าไปจนเห็นกล้ามเนื้อภายใน... บาดแผลยาวประมาณ 6-7 ซม. เป็นรอยยาว ทิศทางเดียวกับแขน... ระหว่างที่ตกใจอยุ่นั้น ผมร้องตะโกนให้แม่ช่วยพาไปโรงพยาบาลหน่อย...
ตอนนั้นตกใจมากๆ ความรู้สึกในมือคือ ชาไปหมด... แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าอีกซักพักมันคงต้องเจ็บมากๆแน่เลย... แม่หยิบผ้ามาห่อมือ ไว้ ไม่ให้เลือดที่พุ่งกระฉุดอยุ่นั้น ออกมามากจนเกินไป... แล้วก็ออกมาเรียกแท๊กซี่ไปโรงพยาบาลเลย เพื่อความรวดเร็ว... โรงพยาบาลรามาฯ อยุ่ใกล้บ้านผมสุดล่ะมั๊ง ในตอนนั้น...
ผมมาถึงโรงพยาบาล ก็ถูกนำตัวเข้าไป ER เลยครับ... ระหว่างที่รอหมออยู่ ก็หวลกลับไปคิดถึงคำถามหนึ่ง ที่เพื่อนตอนมัธยมผมเคยถามผม... "ถ้ามึงเป็นสถาปนิก แล้วมึงมีอุบัติเหตุที่มือขวา จนใช้ไม่ได้ มึงจะทำไงวะ??"
ผมเสียวสันหลังวาบขึ้นมา ลองขยับดูปรากฏว่าขยับได้ แต่ไม่มีความรุ้สึกอะไรเลย...
ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะมันชา หรือว่า เส้นประสาทมันพัง... หมอทำความสะอาดแผล พร้อมกับแหวะดูภายใน...
ว่ามีเศษสิ่งสกปรก หรือ เศษพลาสติกที่บาดมือผม ตกค้างอยุ่หรือเปล่า... หมอบอกว่า ถ้าเป็นรพ.เอกชน จะฉีดยาชาก่อน แล้วค่อยล้าง... แต่นี่คือ โรงพยาบาลรัฐฯ ฉะนั้น ตอนล้างไม่มียาชานะจ๊ะ... เจ็บเหี้ยๆ...
ผมนึกในใจ พร้อมสาบแช่ง คนกำหนดข้อบังคับนี้ขึ้นมา... หลังจากจัดการเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มต้นเย็บแผล...
หมอฉีดยาชาเข้าไปในปากแผล ผมรุ้สึกได้ถึงความเจ็บของการที่มีสิ่งแปลกปลอม... ทิ้มเข้าไปในกล้ามเนื้ออ่อนๆ ยุ่ยๆ ที่เพิ่งโดนบาด... แผลยังไม่ชาดี หมอก็เริ่มทำการเย็บแผลทันที!!!... นี่คือการเย็บแผลครั้งแรกในชีวิตผม ก่อนหน้านี้เป็นเด็กไม่ซนครับ ไม่เคยเกิดแผลอะไรเลย... ตื่นเต้นมากๆครับ... แป๊ก... แป๊ก... แป๊ก... เสียงกดเครื่องมือเย็บแผล...
ความรุ้สึกคล้ายมือถูกเย็บด้วย เครื่องเย็บกระดาษ... ทุกแป๊ก เจ็บเท่ากัน... จนนึกสงสัยว่า ไอ้การฉีดยาชาเนี่ย มันช่วยให้หายเจ็บจริงมั๊ยนะ... แผลในมือผม ปิดลงแล้ว ถึงดูเผินๆจะแนบสนิทดี... แต่ผมก็รุ้สึกได้ว่า มือมันตึงๆ เหมือนว่าจะเย็บเข้ามาชิดมากเกินไป มือเลยดูอ้วนๆพิกล... ผมกลับมาบ้าน คิดอยุ่ในใจว่า พรุ่งนี้แม่งเจ็บหนักแน่ๆ...
ตอนนี้มือยังชาอยุ่ คงเพราะฤทธิ์ยาชาด้วย... ผมกินยาแก้ปวดแล้วก็นอนไป... ตื่นมาตอนเช้า...
อยากให้เมื่อคืนฝันไปมากๆ แต่อย่าไปหวัง เพราะตื่นมามือก็ห่อผ้าพันแผลแล้ว... ผมยังกังวลเรื่องการประกอบวิชาชีพอยุ่ จึงลองขยับมือดู... พบว่า... ขยับไม่ได้!!!...
นอกจากนี้ ความรู้สึกบนมือของผมยังไม่ครบถ้วน นิ้วกลางของผมยังไม่รุ้สึก!!! ผมตกใจมาก โทรศัพท์ไปหาหมอ ได้คำอธิบายมาดังนี้ครับ...
1. แผลที่ได้เมื่อวาน บาดลึกเข้าไปถึงเส้นประสาทครับ
ทำให้เส้นประสาทมากมายที่อยุ่บนมือ ทำงานผิดพลาดได้ 2. ไอ้ที่วางสายชำระนั่น มันตัดโดนเส้นเอ็นครับ ผมเลยไม่สามารถขยับมือได้!!!
แต่โชคดีมากๆๆๆๆๆๆๆ ครับ ที่มันตัดทางยาว นึกภาพตามนะครับว่า ที่ข้อมือเราจะมีเส้นเอ็นเส้นนึง ชัดๆวิ่งอยุ่... มันตัดแนวเดียวกับเส้นเอ็นน่ะครับ เลยทำให้เอ็นมันยึด... หมอบอกว่าถ้าตัดอีกด้าน อาจจะซวยกว่านี้ ถึงขั้นขยับไม่ได้ไปอีกนาน... ผมคิดไว้ว่าเรื่องซวยของผมจะมีแค่เรื่อง เจ็บกับ การขยับไม่ได้เท่านั้น...
แต่ผิดแล้ว ยังมีเรื่องบ้าๆอีกมากมาย เช่น... ผมต้องพยายามทำกายภาพบำบัดมือตัวเอง เพื่อให้มันกลับมาใช้ได้อีกครั้ง...
วิธีการก็ง่ายๆครับ หลังจากปรึกษา แพทย์มาแล้ว... นึกภาพตามนะครับ ตอนนี้ผมมือเหมือนจะ กึ่งๆ หงิกอยุ่ เพราะมันยึดทั้งมือเลย... ผมจะต้องพยายามเอามือซ้าย ค่อยๆดัดให้มันตรงให้ได้ 555... ระหว่างที่ดัดนั้น ก็ต้องเอามือไปจุ่มน้ำร้อนครับ เอ็นจะได้ยืด ฟังดูเหมือนขำๆ แต่จริงนะครับ... (ที่จริงแล้ว ช่วงที่แผลยังไม่หายสนิท ห้ามให้แผลโดนน้ำเลยนะครับ ต้องใส่ถุงมืออาบน้ำ... แต่ตอนที่ทำกายภาพบำบัด แผลสนิทแล้วครับ...) ระหว่างที่ดัด ก็ได้ยินเสียงเอ็น ค่อยๆยืดออกครับ ดัง ปึ้ด... ปื้ด... ปื้ด... ทั้งเจ็บ ทั้งเสียวครับ แต่ก็สนุกดี... ทำอย่างนี้อยู่ ประมาณเดือนกว่าๆ จากมือหงิกๆ แข็งๆ ก็กลับมาขยับได้ดังเดิมครับ... ส่วนอาการไม่รู้สึกที่นิ้วกลางนั้น หมอให้วิตามินมาครับ สำหรับบำรุงเส้นประสาท...
หมอบอกว่า เดือนนึง เส้นประสาทจะซ่อมตัวเองได้แค่ 1 มิลลิเมตร... หมออธิบายละเอียดมาก คงเห็นผมกังวล... ถามหมอใหญ่เลย ว่ามันจะกลับมารุ้สึกได้อีกหรือเปล่า(ตอนนั้นเสียวว่ามันจะเป็น ตลอดชีวิตมากครับ)... ซึ่งตอนนี้ ถึงนิ้วกลางของผมจะไม่สามารถรับรู้ได้ 100% เหมือนก่อน... แต่ก็ดีขึ้นมากแล้วครับ ใช้เวลา 3 ปี ตอนนี้นิ้วกลาง ไม่รู้สึกแค่ 1/2 ของซีกซ้าย ของนิ้ว... จากเมื่อก่อน ไม่รู้สึกตั้งแต่ โคนนิ้วขึ้นไปเลย... แต่ก็มีช๊อตงงๆในชีวิตอยุ่บ้าง เช่นบางทีผมถือแก้วน้ำร้อน ที่ร้อนมากๆ หรือเย็นมากๆ... นิ้วกลางผมจะไม่รุ้สึกร้อนอะไรเลย แต่จะรู้สึกร้อน/เย็น แถวๆโคนนิ้วแทน... (เพราะมันถ่ายความร้อนมาถึงโคนแล้ว แต่นิ้วมันไม่รุ้สึกอ่ะ)... นับว่าเป็นความรุ้สึกที่ประหลาดมากครับ... เรื่องหลอนๆอีกอย่าง ที่เกิดขึ้นกับผมก็คือ มีอยุ่วันหนึ่ง ช่วงแรกๆที่เพิ่งหัดอาบน้ำใหม่ๆ...
หลังจากเช็ดตัวเสร็จจนแห้ง ผมก็กำลังจะเดินมาใส่เสื้อผ้า... ระหว่างที่เดินอยุ่นั้น ผมรุ้สึกว่า บริเวณปากแผล มีของเหลวอุ่นๆ กำลังไหลออกมาจำนวนมา... ผมหลับตา คิดในใจว่า เชี่ยแผลปริแหงเลย ไม่อยากลงไปดูเล้ยเว้ยยยย... หันลงไป... ไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ!...
ผมพลิกมือดู ซ้ายขวา ไม่เห็นมีน้ำอะไรไหลทั้งสิ้น...
ยังงงอยุ่ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เข้าใจว่าเส้นประสาทคงทำงานผิดพลาด... เป็นอย่างงี้บ่อยมากๆ... แต่ทุกครั้งที่เห็น ก็หันไปดูทุกครั้งเลย กลัวแผลเปิดจริงๆ... จบแล้วครับ ห้วนๆอย่างงี้เลย :D ไม่มีมุขตอนจบ ขอโทษทีนะ 555 อยากแบ่งปันประสบการณ์เฉยๆ...
อุบัติเหตุป้องกันได้ ถ้าเราไม่ประมาทนะครับ...
รัก และ เป็นห่วงเสมอครับ... ARCHITRAX February 17 นมฝักบัว***คำเตือน***
เนื้อหาในตอนนี้ มีภาพที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก คนชรา สตรีมีครรภ์ และ คนจิตอ่อน เพราะฉะนั้น ถ้ารู้ตัวว่าไม่ชอบ ข้ามไปเลยโลด... เมื่อประมาณ สาม - สี่ ปีที่แล้ว...
ได้มีปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้นบนโลกอินเตอร์เน็ต... มันเริ่มต้นที่เว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง ที่ชื่อว่า "หลุดโลก"...
เว็บบอร์ด อโคจร ในตำนานที่ขึ้นชื่อในเรื่องอิสระในการโพสต์... ไม่ว่ากระทู้จะมีความหยาบคายมากมายแค่ไหน... จะมีคนโพสต์ภาพโป๊ในระดับ hardcore เสียเท่าไหร่... Webmaster ก็ไม่เคยสนใจ ไม่เคยคิดจะลบ... และวันนึง ก็มีกระทู้ประหลาดถูกตั้งขึ้น...
ในกระทู้นั้น มีภาพภาพหนึ่งถูกโพสต์อยู่... ในกระทู้นั้นไม่ได้ระบุชื่อภาพไว้ แต่หลังจากวันนั้น มันก็ถูกเรียกว่า "นมฝักบัว"...
ภาพภาพนี้ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับผู้ที่ได้เห็น... มันเป็นภาพของหน้าอกผู้หญิง... ที่ถูกตัดต่อให้ดูเหมือนว่า ถูกเจาะทะลุเป็นโพรงโดยสิ่งมีชิวิตขนาดเล็ก รูปร่างเหมือนเมล็ดฝักบัว... (สาบานได้ว่า ระหว่างที่ผมพิมพ์ไป ขนลุกไป... ในหัวผมก็มีภาพมันขึ้นมาแทรกเป็นระยะ) ภาพนี้ไม่ได้ดูแหยะ เละเทะ เห็นเครื่องในอย่างเว็บ rotten...
ภาพนี้ไม่ได้ถูกตัดต่อจนเนียนเหมือนจริง แต่ถูกตัดต่อแบบหยาบๆ ดูยังไงก็รู้ว่าของปลอม... แต่เพราะเหตุใดไม่ทราบ มันถึงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อจิตใจของผู้ที่ได้เห็นมันเกือบทุกคน...
และ มันก็ฝังตัวเองเอาไว้ในสมองของเรา กลายเป็นภาพติดตา ชวนให้นึกถึงเป็นเดือนๆ... ผมไม่แน่ใจว่าคนทำคือใคร คนไทยหรือไม่ เป็นคนเดียวกับที่เอามันมาโพสต์หรือเปล่า...
และอันที่จริง มันมีจุดประสงค์อะไรกันแน่... ฤา จะเป็นงาน art... ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมขอชื่นชมในความเก่งกาจของผู้ที่ทำมันขึ้นมา...
ที่สามารถทะลวงเข้าไปในจิตใจส่วนลึกๆของคนส่วนใหญ่ และเก็บข้อมูลความรู้สึก"ยี๋ๆๆๆๆๆ ขนลุก ไม่เอาแล้ว ไม่อยากดูแล้ว อ่าาาา"... กลับมาสร้างเป็นกายภาพได้อย่างยอดเยี่ยม... ก่อนที่จะไปชมภาพนี้กัน...
ผมขอเล่าปรากฏการณ์หลังจากที่ภาพนี้ได้ถูกเผยแพร่ให้ฟังต่อ... หลังจากที่ภาพนั้นถูกโพสต์ในเว็บหลุดโลก...
ผู้คนในนั้น ต่างก็ชอบอกชอบใจ ในความเลวร้ายของมัน พากันโพสต์กระทู้แกล้งคนอื่น... ทำทีว่ามีภาพโป๊ข้างใน และเปิดมาแล้วเจอ นมฝักบัว เข้าไปเต็มๆ... หนักเข้าๆ ก็เกิดภาวะความเครียดเกิดขึ้นในเว็บบอร์ด... ผู้คนเริ่มโกรธแค้นใครก็ตามที่นำภาพนี้มาโพสต์ และด่าทอกันอย่างสาดเสียเทเสีย... จนสุดท้าย webmaster ที่ปรกติจะ chill มาก ต้องออกมาลบกระทู้ที่มีภาพนี้ทิ้งออกไปจนหมด... และคอยตาม check กระทู้ที่เกิดขึ้นมาใหม่ๆรายวัน ทุกกระทู้ เพื่อไม่ให้มีการโพสต์รูปนี้ขึ้นมาอีก... และแล้วมันก็ถูกแบนในเว็บหลุดโลก! (ได้ไงวะ!!! สงสัย webmaster ก็คงรู้สึกแย่กับภาพนี้เหมือนกัน) หลังจากนั้นมาไม่นาน มันก็ถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง สู่เว็บพันทิพย์...
แรกๆมันปรากฏกายอยุ่ ณ ห้องหว้ากอ (ห้องวิทยาศาสตร์ แบบขำๆ) ในเนื้อหาประมาณว่านี่คือของจริงหรือของปลอม... แน่นอนที่มันจะทำร้ายจิตใจคนพันทิพย์เช่นกัน... หลังๆก็เกิดกระทู้ลักษณะเดียวกับที่หลุดโลก นั่นคือกระทู้หลอกให้เข้ามาดู นมฝักบัว เช่นกัน... และมันก็เดินทางออกไปตามห้องต่างๆของพันทิพย์ เกิดกระทู้นี้แบบนี้เต็มไปหมด... ในที่สุดภาพนี้ก็ถูกแบนไปเรียบร้อย... หลุดโลกยังไม่รอด แล้วที่นี่จะเหลือเหรอ... หนักข้อที่สุดก็คือ ผมเคยลอง search ภาพด้วยคำว่า นมฝักบัว ใน google ขึ้นมา...
ภาพ นมฝักบัว ในตำนานนั้นก็ปรากฏกายขึ้นมาสิบกว่าภาพในหน้าแรกนี้เอง!!! สุดท้ายมันก็ถูกจับยัด FWD mail โดยมีเนื้อหาแถมไปด้วยว่า...
เป็นอาการของสาวๆที่ชอบใส่เสื้อในสกปรก... พิมพ์มาเสียยาวเหยียด...
ถ้าจะไม่ให้ดูภาพก็กระไรอยู่... แต่ครั้นจะใส่มาตั้งกะทีแรก ก็คงไม่เหมาะ ดูสรรพคุณมันเยอะขนาดนี้... ผมจึงนำภาพนี้ลงมาไว้ข้างล่างสุด เพื่อว่าถ้าคุณไม่อยากดูมัน ก็จะได้ไหวตัวทัน ไม่ต้องกด link ข้างล่างนี้... เอาล่ะครับ ถ้าคุณพร้อมแล้ว และแน่ใจว่า ไม่ใช่ เด็ก คนชรา สตรีมีครรภ์ และ คนจิตอ่อน... เลื่อนลงไปดูกันเลยครับ... คนที่เล่นเน็ตอย่างจริงจังมาแล้ว ห้าปีอย่างต่ำ...
คงจะแอบยิ้มมุมปากแล้วล่ะสิ ว่าผมจะพาคุณไปดูความเลวร้ายของมันอีกรอบแล้ว... ทั้งๆที่คุณใช้เวลาตั้งนาน กว่าจะสลัดมันออกจากหัวได้... (ตอนนี้คงมีภาพวนๆอยู่ในหัวแน่ๆเลย) ตามไปดูที่นี่ครับ >>> http://arch70.com/picpost/picture/0017_16.jpg
รีบๆดู รีบๆปิดครับ... มันเลวร้ายกว่าที่คุณคิด... หลับฝันดีนะครับ... ARCHITRAX February 05 ทำไงดีวันนึง...
คุณอยู่บนรถไฟฟ้า...
หลับๆ ตื่นๆ...
รถไฟฟ้า มุ่งหน้าไปทองหล่อ...
ระหว่างทาง รถจอดที่อนุสาวรีย์...
คุณมองขึ้นไปเห็นผู้หญิงท้องคนหนึ่ง เดินเข้ามาในรถ...
คุณเป็นพลเมืองดี แน่นอนคุณลุกขึ้นยืนโดยไม่ต้องใช้เวลาไตร่ตรอง...
กำลังจะเดินก้าวเข้าไปสะกิดผู้หญิงคนนั้น...
วินาทีที่นิ้วของคุณ กำลังจะเข้าไปแตะโดนตัว...
คุณเหลือบมองไปเห็นพุงของผู้หญิงคนนั้น...
...................
มันคือไขมัน!!! ไม่ใช่เด็ก!!!...
"ผู้หญิงคนนี้ ไม่ได้ท้อง!!! แค่อ้วนเฉยๆงั้นเหรอ!?..."
...................
คุณหันหลังกลับไปมอง ที่นั่งของคุณเมื่อตะกี๊นี้...
ยังว่างอยู่...
สาวๆ สวยๆที่ยืนอยู่บริเวณนั้น หันมามองคุณด้วยความสงสัย+คาดหวัง ว่าคุณจะโชว์แมนลุกให้ใคร...
คนที่ยืนรอจะเข้าไปนั่งที่ของคุณ ก็มีอยู่เยอะไม่แพ้กัน...
แต่ที่บ้าบอมากๆก็คือ...
ไม่มีเด็กยืนซักคน!!??...
คุณจะทำอย่างไร!!!
1. เดินกลับไปนั่งที่ตัวเองเมื่อกี๊ โชว์หน้าด้าน...
2. ฝืนสะกิดผู้หญิงคนนั้น มานั่งเนียนๆไป...
3. ยืนนิ่งๆทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น กูลุกของกูเฉยๆ ใครจะนั่งก็ช่าง...
4. เดินลงสถานีนี้เลย ยังไม่ถึงช่างมัน ไปคันหน้าละกัน...
ARCHITRAX
SURF SAFE January 29 เจอใครไม่รู้บนรถไฟฟ้า หน้าตาเท่ดีกำลังนั่งรถไปทำงาน...
เจอใครไม่รุ้หน้าตาเท่ดี ถึงที่ทำงานปุ๊บต้องรีบวาดเก็บไว้โดยพลัน...
ปรกติก็ไม่ได้ทำอย่างงี้หรอกนะ แต่อันนี้หน้ามันเท่จริง เลยต้องขอวาดเก็บไว้...
ถ้าขอถ่ายรูปไว้ได้ คงขอไปแล้ว...
ถ้าใครรู้จัก ฝากบอกด้วยนะครับว่าหน้าตาเท่มาก...
ARCHITRAX
SURF SAFE January 20 รถโรงเรียนปรกติตอนประถม แม่ผมจะมารับ-ไปส่ง ผมที่โรงเรียนเสมอ
จนกระทั่งวันหนึ่ง ที่แม่ติดภารกิจทางการงาน ทำให้ไม่สามารถมารับ-ส่ง ได้อีกแล้ว จึงตัดสินใจให้ผมกลับบ้านด้วยรถโรงเรียนครับ รถโรงเรียน
รถโรงเรียนที่ผมได้ใช้ชีวิตอยุ่ตั้งแต่ขึ้นป.4 เทอมปลาย จนจบการศึกษาในระดับประถมนั้น
เป็นรถของ "พี่สำราญ"ครับ ที่ต้องบอกว่าเป็นรถของพี่สำราญนั้น ก็เพราะว่า ในโรงเรียนของผมนั้น(พันธะวัฒนา) จะแบ่งรถโรงเรียนออกเป็นแก๊งรถตู้ๆ หลายๆแก๊ง แต่ละแก๊ง ก็จะมีการบริหารแยกออกไปเป็นของตัวเอง และก็จะมีที่จอดรถรอรับนักเรียน อยู่คนละที่กัน ผมอยู่แก๊ง "พี่สำราญ" ครับ
จำได้ลางๆว่า พี่สำราญนั้น จะมีพันธมิตรเป็น "ลุงเพียร" รถลุงเพียรจะสีฟ้าๆ เขียวๆ จอดอยุ่หน้าโรงเรียน (ซึ่งก็จะมีอีก สอง สามแก๊ง จอดแถวๆนั้น) ส่วนรถผมเป็นสีขาว เจือครีมนิดๆ จอดอยู่ในโรงเรียนเลย เก๋ามากๆ ทุกๆเย็น เด็กๆก็จะเอากระเป๋าขนมาวางไว้ท้ายรถ
แล้วก็สามารถออกไปเดินช๊อปปิ้ง ซื้อของติดไม้ติดมือก่อนกลับบ้านได้ ที่ท้ายรถจะมีพี่คนนึงช่วยจัดการเรื่องกระเป๋าอยุ่ นั่นก็คือ "พี่อัง"(ญ) เป็นคู่หูพี่สำราญ อันที่จริง ก่อนหน้าจะเป็นพี่อัง ผมจำได้ลางๆว่ามีป้าคนนึง ทำหน้าที่นี้แทนอยุ่ แต่หลังๆมา ป้าแกป่วยครับ เลยยกหน้าที่นี้ให้พี่อัง นั่นคือกิจกรรมคร่าวๆ ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่การเดินทาง
หลังจากที่ทุกคนขนสัมภาระใส่หลังรถเรียบร้อย ก็ถึงเวลาออกเดินทางล่ะครับ พี่อังจะสั่งนับจำนวนคนจากด้านหลังขึ้นมาด้านหน้า หลังจากครบแล้ว ก็ออกเดินทางโลด!!! บรรยากาศในรถโรงเรียน
มันคือความผิดพลาดครับ เพราะแม่ผมจินตนาการไว้ว่าง รถโรงเรียนเนี่ย
มันต้องนั่งสบายๆ แอร์เย็นๆ ขับไปส่งถึงบ้านอย่างราชา แต่มันไม่ใช่อย่างงั้นน่ะสิ
เพราะนอกจากจะต้องผจญกับรถติดอย่างแสนสาหัสแล้ว เรายังต้องเดินทางอ้อมโลก ไปส่งคนนู้น คนนี้ ตามทางต่างๆ ผมว่าไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง เหนื่อยมากๆ ไหนจะต้องกลับไปทำการบ้านที่บ้านอีก อีกทั้งความเย็น มันก็ไม่ได้เย็นอย่างที่คิด แถมคนก็แน่นมากๆๆๆๆ จนรุ้สึกอึดอัดได้ ผมยอมรับว่าทรมานมาก อยากจะบอกแม่ว่าขอเปลี่ยนคันเถอะ แต่ทว่า...
การได้อยุ่ในรถคันนี้มันก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทุกอย่าง การที่มีสังคมเล็กๆอยุ่ในรถคันนี้มันก็ไม่เลวนะ สังคมในรถโรงเรียน
สำหรับคนภายนอก ที่ไม่เคยขึ้นรถโรงเรียน
คงจะนึกว่า ก็อีแค่ลงไปนั่งๆ รอเวลาให้ถึงบ้าน มันจะไปยากอะไร แต่ในความเป็นจริงนั้น คุณจะใช้ชีวิตอยุ่บนนั้นรถโรงเรียนไม่ได้ ถ้าคุณไม่มีสังคม ผมยังจำที่นั่งประจำของผมได้แม่นยำ (ห้ามย้ายที่นะครับ พี่อังจะด่าเสียๆหายๆ ถ้ามีการย้ายที่ เป็นเหตุผลของความสะดวกในการเช๊คจำนวนคน) สมาชิกที่นั่งใกล้ๆผม และกลายเป็นแก๊งเดียวกันในเวลาต่อมา มีดังนี้ ดูภาพประกอบนะครับ
ความจริงก่อนหน้าที่ผมจะเข้ามา ที่ของผมเป็นของ "นรินทร"
อยุ่ป.4 เหมือนกับผม แต่คนละห้องกัน ผมไม่เคยรุ้จักมาก่อน แต่ดันมาเจอกันอีกที ตอนผมอยุ่มัธยม บังเอิญมากๆ วันที่ผมเข้ามานั่งรถนี้วันแรก นั่นคือวันสุดท้ายที่นรินทรนั่งรถคันนี้ครับ (หลังจากนั้น นรินทรย้ายไปนั่งรถลุงเพียรครับ) ด้วยความที่ผมเป็นเด็กมีปมขี้อายมาก่อนเป็นทุนเดิม
การเข้ามาอยุ่ในสังคมใหม่ๆ ย่อมทำตัวยากยิ่งกว่าอะไร จำได้ว่าวันแรก ซื้อโค๊กกระป๋องกินมาในรถ หลังจากดูดโค๊กจนหมด ผมก็นั่งเอาฟันขบกระป๋องไปเรื่อย จนโดนไอ้นรินทรนี่แหละครับ ตะโกนแซวมาจากด้านข้างๆ แต่ไม่มีอะไรครับ ขำๆ ตลกๆไป เป็นการละลายพฤติกรรม หลังจากนั้น เราก็สนิทกับแก๊งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
ขอแนะนำสมาชิกแก๊งหน่อยนะครับ สมาชิกรถโรงเรียน
(ดูภาพแผนผังประกอบนะครับ)
เจ๊ซัง
- ผมเองก็ไม่รู้ว่า อันที่จริงแกชื่อ"ซัง" แล้วถูกเรียกว่า "เจ๊ซัง" หรือว่าแกชื่อ "เจ๊ซัง" เฉยๆ แต่ตั้งแต่ผมเข้ามาเหยียบรถนี้เป็นครั้งแรก ผู้หญิงคนนี้ก็ถูกเรียกว่า เจ๊ซัง แล้วล่ะครับ เจ๊ซังเป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารักเลยทีเดียว อยู่ป.6 ครับ ตัวอวบๆนิดนึง แต่ก็ไม่ได้อ้วน ดูภายนอกเป็นพี่สาวที่ใจดีมากๆ เป็นเหมือนหัวหน้าแก๊งเราเลย คอยดูแลทุกข์ สุข ของน้องๆอย่างใส่ใจ คอยเคลียร์ปัญหาภายในแก๊งมาตลอด แต่ลึกๆแล้ว เจ๊ซังแอบเป้นคนเครียด และจริงจังในชีวิตมาก เพราะด้วยความที่เป็นพี่สาวคนโตในครอบครัวคนจีน และ ถูกเปรียบเทียบกับน้องชายของเจ๊ซังอยุ่บ่อยๆ ทำให้เจ๊ซังเป็นคนที่ใส่ใจในการเรียนมาก และผลการเรียนก็ออกมาดีตลอด ถ้ามีวันไหนผลการเรียนตกลง เจ๊ซังจะดูเครียดมาก และวันนั้นจะไม่พูดล้อเล่นกับใครเลย ผมได้ยินข่าวล่าสุดว่า เจ๊ซัง ENT ติดที่ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ด้วยคะแนนอันดับหนึ่งของประเทศ และ ปัจจุบัน กำลังศึกษาอยุ่ต่างประเทศครับ ช่างเป็นผู้หญิงที่เก่ง และ น่านับถือจริงๆ พี่สุทธิพร
- พี่สุทธิพร อยู่ป.5 ครับ เป็นสาวแว่นหน้าตาน่ารักเลย ตัวขาวๆ มีฟันหนูนิดหน่อยพอให้กุ๊กกิ๊ก รุ้สึกจะจัดฟันด้วยล่ะ เท่าที่ผมจำได้ และบ้านของพี่สุทธิพรก็เป็นคลีนิคทำฟันครับ อยู่แถวๆนางเลิ้ง พี่สุทธิพรเป็นคนร่าเริงตามประสาเด็กผู้หญิง ชอบอ่านการ์ตุน และเป็นคนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อรสนิยมการ์ตูนของผม เช่นการชอบ อามิจัง(sailor mercury)มากกว่า อุซางิ ชอบคุรามะ มากกว่า ยูซึเกะ ฯลฯ ผมค่อนข้างซี้กับพี่สุทธิพร เพราะว่าช่วงหลังๆ ที่เจ๊ซังจบป.6 ออกไป ก็เหลือเราสองคนแหละครับ เป็นพี่ใหญ่ในรถโรงเรียน ผมเจอพี่สุทธิพรล่าสุด ที่ เคมี อาจารย์อุ๊ แต่ด้วยปมขี้อายของผม ทำให้ผมไม่กล้าเดินเข้าไปทัก เสียดายมากๆ และสิ่งที่ผมเสียดายที่สุด ก็คือ ผมเคยสัญญาว่าจะเอาหนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่งมาให้พี่เค้าอ่าน แต่วันสุดท้ายที่เราเจอกัน ผมกลับลืมเอามาครับ เราร่ำลากันอย่างง่ายๆในวั้นสุดท้ายที่เจอกัน พี่สุทธิพรพูดประโยคสุดท้ายว่า "อย่างงี้ก็ไม่มีโอกาสได้อ่านแล้วสิ..." ใช่ครับพี่ เราไม่เคยเจอกันอีกเลยครับหลังจากนั้น
ไว้วันไหนรวบรวมความกล้าได้ จะเข้าไปเยี่ยมที่คลีนิคครับ(ไม่รู้ตอนนี้เรียนจบ ย้ายไปอยุ่ไหนหรือยังเนี่ย) *UPDATEล่าสุด หลังจากที่ไปเนิร์ด Search หาคลีนิคแถวนางเลิ้งมา ก็สามารถทราบชื่อ และ นามสกุลของพี่เค้าแล้วล่ะครับ
ล่าสุดก็สำเร็จการศึกษาเรียบร้อยแล้วครับ คณะพาณิชยกรรมศาสตร์และการบัญี จาก มธ. ครับ ยินดีด้วย ย้อนหลังครับ*
โบ้ โบ้เป็นเด็กผู้ชายธรรมดาทั่วไปมากๆ ชอบเล่นกีฬา และอ่านการ์ตุน และเล่นเขี่ยไพ่ และทั่วไปที่เด็กผู้ชายควรทำ โบ้เป็นน้องชายของเจ๊ซังครับ ทั้งที่ผลการเรียนก็ค่อนข้างไปทางที่ไม่ค่อยดี แต่ก็มักจะไม่โดนว่าอะไร แล้วก็ดูว่าจะมีสงครามจิตวิทยาระหว่างเจ๊ซัง กับโบ้ เกิดขึ้นในรถบ่อยๆ ส่วนหน้าตาโบ้จากในรูปนั้น ผมไม่ได้วาดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย โบ้หน้าตาฮาๆอย่างงี้จริงๆครับ ได้ข่าวล่าสุดว่า โบ้เรียนอยุ่ที่โรงเรียนพาณิชที่ไหนซักแห่งครับ ไว้ว่างๆจะแวะไปหาเช่นกันนะ นุ้ย - นุ้ยอยุ่ ป.3 เป็นน้องสาวของโบ้ครับ นุ้ยเป็นเด็กผู้หญิงตัวผอมๆ ตาเล็กๆตามไสตล์สาวจีน นุ้ยเป็นเด็กร่าเริงเหมือนเด็กผู้หญิงธรรมดาทั่วไปครับ ผมรุ้แค่ว่านุ้ย เรียนที่สตรีวิทยฯ เหมือนเจ๊ซัง แล้วจบมาเรียนไรต่อก็ไม่รุ้ครับ ไว้วันไหนไปหาโบ้แล้วคงได้เจอกันเนอะ เล้ง - เล้งเป็นน้องคนสุดท้อง เป็นน้องสาวของนุ้ยครับ เล้งอยุ่ป.2 ซึ่งอยู่ชั้นเดียวกับน้องสาวผมครับ น้องผมก็นั่งรถโรงเรียนคันนี้เช่นกัน เล้งก็เลยรู้จักกับน้องผมครับ เล้งดูเป็นเด็กเงียบๆ แต่ถึงตอนเวลาเล่นกัน เล้งก็ดูสนุกสนานดีครับ แต่โดยปรกติจะดุเงียบๆ แล้วก็ค่อนข้างเอาแต่ใจนิดนึง เลยต้องกวนให้เจ๊ซัง ดุจนร้องไห้อยุ่บ่อยๆ เล้งชื่อออกจะจีน แต่ภาพในหัวผมเป็นเด็กตาโตๆ ผมซอยๆ หน้ากลมๆนิดเดียวกะลังน่ารัก ตอนนี้กลายเป็นสาวอักษร จุฬาฯ ไปแล้วครับ ไม่รู้น่ารักป่าวเนี่ย 0_o และนี่ก็คือแก๊งรถโรงเรียนของผมครับ ถึงจะเป็นสังคมเล็กๆ แต่ก็ค่อนข้างแข็งแรงทีเดียว พวกเรารักกันมาก มักจะช่วยเหลือ ดูแลกันและกันเสมอมา ที่น่าแปลกก็คือ นับครั้งได้เลยที่เราจะทำอะไรร่วมกันที่โรงเรียน แต่หลังจากเลิกเรียนแล้ว เราจะซี้กันมากๆครับ(ฟังดูคล้ายๆโลกอินเตอร์เน็ตเลยเนาะ) ผมยังจำได้ดีว่าเราเล่นอะไรกันบนรถโรงเรียนบ้าง กิจกรรมในรถโรงเรียน "แต่งเพลงแปลง" (ฟังดูเป็นกิจกรรมยุค 80ปลายๆ มาก) ตอนนั้นมีเพลงอะไรฮิตๆ กับ event อะไรดังๆ ก็จะเอามาร้องกันเป็นเพลงครับ สนุกดี ผมลองมาคิดดูจนทุกวันนี้ มันก็ฟังดูเก๋อยุ่นะ ฮ่าๆ อยากเอามาร้องอีกจัง "เล่นรายงานข่าว"
ไม่แน่ใจว่ากิจกรรมนี้เกิดขึ้นได้ยังไง แต่สนุกมากครับ เราแทนตัวเองเป็นนักข่าวช่วงต่างๆ ข่าวการเมือง ข่าวต่างประเทศ ข่าวกีฬา ข่าวบันเทิง แล้วก็ผลัดกันแต่งเรื่องรายงาน เป็นข่าวขำๆ คิดเอง สนุกดี "แซวรถข้างๆ"
อันนี้ผมชอบสุด นั่นคือเวลารถติดๆ ไม่รุ้จะทำอะไรดี ถ้ามีรถมอเตอร์ไซค์มาจอดข้างๆ พวกเราก็จะทำหน้าเอ๋อๆใส่ เจ๊ซังอาจจะเก๊กๆไม่ค่อยทำ แต่ก็แอบมีสั่งการอยุ่เบื้องหลัง อันนี้พอเล่นทีไร จะโดนพี่อังด่าเสีย เทเสีย ทุกที(สงสัยกลัวมีเรื่องมั๊ง) แต่ดูคนที่ถูกแซวก็ขำๆดีนะ รถติดๆหาอะไรมาเล่นกันมั่ง สนุกออก อันที่จริง พวกเราจะเล่นกันเจี๊ยวจ๊าวเสียงดังมากๆ ในรถโรงเรียน
ทำให้พี่อัง ฉุนเฉียวและตะโกนด่ามาเป็นระยะๆ พวกเราเองก็มีกันเยอะ ไม่กลัว จึงต้องมีการชิงไหวชิงพริบ บางทีก็มีการคานอำนาจกัน สนุกมากครับ กับเกมส์การเมืองบนรถโรงเรียน (พี่อังหลังๆอารมณ์ดีขึ้น ผมเดาเอาเองว่า มีช่างแอร์แถวบ้านผมเข้ามาจีบ ในขณะที่ส่งผมกลับบ้าน) รถจอดแล้ว... ไปก่อนนะ... ผมยังพอมีความทรงจำ ตอนที่เจ๊ซังออกไป เหลือแค่ผมกับพี่สุทธิพรอยู่ แต่เวลาหลังจากนั้น ผมเองก็จำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว จำได้ว่า ตรงที่นั่งของเจ๊ซัง มีน้องคนนึงชื่อว่า "แบ๊ง" เข้ามาแทน ก็ซี้กันพอประมาณ
โบ้ที่อยุ่ชั้นเดียวกัน หลังๆก็ไม่ค่อยสนิทกัน อยุ่กันคนละห้อง ก็มีสังคมต่างกันไป
เล้ง , นุ้ย ที่โตขึ้นมาก็ต่างมีชีวิตของตัวเอง มีแก๊งของตัวเอง คนที่จบออกไป ก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย มีแต่น้องสาวผมแหละครับ ที่ยังเจอเจ๊ซัง และ พี่น้องอยุ่บ้าง เพราะเรียนที่สตรีวิทยฯนี่แหละ ส่วนพี่สุทธิพรนี่ไม่เจอเลย เพราะไปเรียนราชวินิตนู่น และนี่ก็คือสังคมเล็กๆ น่ารักๆ ในรถโรงเรียนที่แสนแออัดนี่ครับ
เป็นสังคมที่แยกตัวออกมาจากที่โรงเรียนอย่างชัดเจน ถือว่าเป็นสังคมใหม่อันนึงเลยสำหรับผม ถ้าไม่ได้นั่งรถคันนี้ ก็คงไม่ได้เจอกันหรอกเนอะ ขอบคุณทุกคนนะ ที่ดูแลกันมา เป็นความทรงจำที่ดีอันนึงเลย
ตอนที่เขียนบล๊อคเรื่องนี้อยุ่ ก็มีแว่บนึงที่คิดจะแวะไปหานะ บ้านใกล้ๆกันหมดแหละ ไปไม่ยากๆ ไว้เจอกันนะ...
รักนะ ARCHITRAX January 17 ปมชีวิต 01เรื่องต่อไปนี้เป็นปมในชีวิตของผมเอง...
ใครไม่อยากเครียด ข้ามไปได้จ้ะ... ตั้งกะผมจำความได้...
ที่บ้านของจะมีตะกร้าพลาสติกสีฟ้าอยู่ใบหนึ่ง... ในนั้นบรรจุไปด้วย... หนังสือการ์ตูนเล่มละบาท... หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแบบไม่มีลิขสิทธิ์... หนังสือต่วยตูน... ผมโตมากับหนังสือพวกนี้ครับ และผมก็หลงรักมันเข้าโดยไม่รู้ตัว...
(มารู้ทีหลังว่า หนังสือพวกนี้ส่วนใหญ่ ร้านกาแฟบริจาคให้อากง เอามาให้หลานไว้อ่านเล่นครับ) วันหนึ่ง ลูกพี่ลูกน้องของผมนำหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ผมดู
มันคือหนังสือ ทีวีแมกกาซีน หนังสือรวมความเคลื่อนไว้วงการ Animation รุ่นเดอะ คืนนั้น หลังจากลูกพี่ ลูกน้องคนนั้นกลับบ้านไป ผมกระวนกระวายใจ จนต้องซ้อนเวสป้าสีแดงของน้า ออกไปซื้อถึงบางลำพู (แถวๆบ้านเก่าของผม) และ ทีวีแมกกาซีน นี่เอง เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ผมหลงรัก Animation เชื้อสายญี่ปุ่น หลังจากนั้นผมได้รู้จักกับหนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์ที่ชื่อว่า ZERO
มี ZERO เล่มหนึ่ง เขียนโฆษณาไว้ด้านหลังว่า มีหนังสือการ์ตูนแบบ manga ที่เขียนโดยคนไทยกำลังจะออก ชื่อว่า Thaicomic นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรุ้จัก Thaicomic ผมซื้อ Thaicomic ติดต่อกันมาหลายเล่ม ติดตามวงการการ์ตูนไทยมาตลอด อันที่จริง แม่ผมจะเป็นคนแวะซื้อให้ที่ร้านการ์ตูนแถวสามแยกเกษตร ยิ่งอ่าน ผมก็ยิ่งอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน
ไม่นานหลังจากนั้น ผมก็ตัดสินใจที่จะทุ่มเทกำลังลงไปที่มันโดยไม่เคยบอกที่บ้านเลยซักคำ ผมสั่งซื้อกระดาษวาดการ์ตูนจากวิบูลย์กิจ ศึกษาหาอุปกรณ์การวาด และทดลองสร้างผลงานเพื่อนที่จะได้มีโอกาสลงกะชาวบ้านชาวช่องมั่ง วันหนึ่งขณะที่ผมกลับมาถึงบ้าน
ผมวางกระเป๋า และล้มตัวลงไปนอนกับพื้น ขยับไปข้างๆตุ้ที่เก็บตะกร้าสีฟ้าใบนั้นไว้ มันแปลกไป...
หนังสือทั้งหมดในนั้น ไม่อยู่... พ่อผมเป็นคนทิ้งมันไปเอง... ...
น้ำตามันไหลออกมา โดยไม่รุ้ตัว... ... ผมได้แต่นั่งสงบนิ่ง ไม่คิดจะโวยวายอะไรทั้งสิ้น
ก่อนหน้านี้พ่อเคยบอกว่า ผมอ่านการ์ตูนมากไป จนไม่ให้เวลากับเรื่องอื่นๆ พ่อสั่งห้ามผมซื้อการ์ตูนอีกต่อไป ผมโกรธพ่อมาก
แต่ที่โกรธมากกว่าคือ โกรธค่านิยมในประเทศไทย โกรธที่ประเทศไทยยังมองว่าการ์ตูนเป็นสื่อสำหรับเด็ก เป็นสิ่งไม่สร้างสรรค์ และเมื่ออายุมากระดับนึง ก็ควรที่จะเลิกอ่านมันไป แล้วก็ลืมของวิเศษของโดเรมอนไปซะ ผมไม่ได้ติดตาม Thaicomic และ ทีวีแมกกาซีน อีกต่อไป
เป็นอันจบความฝันลมๆแล้งๆ ของเด็กคนนึง และมันก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า อาชีพนี้มันหากินได้ซะที่ไหนกันเล่า ผมดูรายการ ซุปเปอร์จิ๋ว ที่มีสกู๊ปเกี่ยวกับเด็กที่อายุน้อยกว่าผม
แต่วาดการ์ตูนได้สวยมาก ผู้คนชื่นชมกันใหญ่ ...
นั่งดูไปน้ำตาซึมไป... ... จนกระทั่งผมอยุ่ ม.ปลาย
ผมแอบซื้อหนังสือการ์ตูน โดยที่ไม่ให้ที่บ้านรู้ โชคดีที่ผมมีเพื่อนที่ที่บ้านขายการ์ตูนอยู่ ผมซื้อมันได้ทีละเยอะๆ ราคาถูก และ สามารถหาเล่มเก่าๆได้
ถึงแม้จะเป็นการแอบซื้อ แต่มันก็เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงผมจะไม่สามารถอ่านการ์ตูนเล่มที่เคยอ่านตอนเด็ก ให้สนุกเหมือนก่อนได้แล้ว แต่ก็ยังมีการ์ตูนอีกมากมาย ให้ติดตาม... ผมก้าวเข้ามาสู่โลกแห่งความฝันอีกครั้ง
และนี่คือผลจากปมชีวิตของผมครับ...
- ทุกครั้งที่มีการเอาการ์ตุนเก่าๆกลับมาพิมพ์ใหม่
ผมไม่เคยลังเลที่จะควักเงินออกมาซื้อเก็บไว้เลย - ผมเองก็มีอคติกับการ์ตูนใหม่ๆ
รู้สึกเสมอว่า การ์ตูนเก่าๆที่เคยอ่าน สนุกกว่าการ์ตุนใหม่ๆ 555 และการ์ตูนใหม่ๆ ถ้าจะซื้อ จะต้องผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
พร้อมกับฟังคอมเมนท์จากคนที่เชื่อใจได้ก่อน
หรืออาจจะต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ 555
- ช่วงหยุดปีใหม่ที่ผ่านมาไม่กี่วัน ผมซื้อการ์ตูนมาทั้งหมด 14 เล่ม
อ่านรวดเดียวหมดโดยไม่รู้ตัว ค่อยๆซื้อทีละเล่มด้วยนะ รู้ตัวอีกทีตอนตั้งรวมกันว่า "เฮ้ย กูซื้อเยอะขนาดนี้เลยเรอะ!!!" ![]() ปัจจุบันนี้ไม่ต้องแอบซื้อแล้วครับ
:) ที่บ้านเข้าใจแล้วครับ LOVE AND RESPECT
ARCHITRAX January 16 นี่คือความสุขของสถาปนิกคนนึง7.30 ตื่นขึ้นมาด้วยความแจ่มใส นอนเต็มอิ่ม
7:45 แปรงฟังเสร็จ ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อยืด
8:00 ออกไปเดินตลาดแถวบ้านหาข้าวขาหมูกิน กับ น้ำชา ฟังรายการวิทยุตอนเช้าไปด้วย
9:00 เดินไปร้าน DVD แถวบ้านเช่ามาซักสองเรื่อง
9:30 นั่งชิลดูข่าว และ อ่านข่าวจาก website
10:30 ดู DVD
11:30 ผลอยหลับไป
14:00 ตื่น
14:30 เดินเล่นแถวท่าน้ำนนท์ ซื้อหมูสะเต๊ะ กับ หนังไก่ทอดกินเล่น กับ หาหนังสือไร้สาระอ่าน
15:00 แวะกินอาหารอิสลาม ข้าวหมกไก่ กับซุบหางวัว
15:30 นอนอ่านการ์ตูนที่บ้านไปเรื่อยๆ
17:00 เล่นเน็ตคุยกับชาวบ้าน
18:00 เล่นเกมส์
20:30 ออกไปกินเบียร์กับเพื่อนแถวราชเทวี
ผมไม่แน่ใจว่ามันเคยเกิดขึ้นจริงหรือยัง...
ARCHITRAX
SURF SAFE January 12 ERROR DESIGNมีหลายคน คิดว่าผมเป็นคนชิลๆ ขำๆ ไม่ค่อยโกรธใคร...
แต่ไม่เลย ความจริงผมเป็นคนขี้หงุดหงิดมากๆ... โดยเฉพาะกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต!!!
ถ้าวันนึง คุณต้องการจะดึงไอ้สายโทรศัพย์นี้ขึ้นมาดุว่า ทำไมโทรศัพย์มันถึงไม่ค่อยชัด
คุณถอดมันออกมาจากตัวเสียบแล้ว และคาดหวังว่า จะสามารถดึงไอ้สายนี่ขึ้นมาได้โดยง่าย ดูๆแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
แต่พอเริ่มออกแรงดึง มันก็ติดปึ้ก! ขึ้นมาทันที
ในวินาทีนั้น คุณสงสัยเป็นบ้า ว่ามันติดอะไรวะ ไม่น่าจะติดอะไรได้ และไม่กี่เสี้ยววินาทีต่อมา อุปกรณ์โมเด็มที่ตั้งอยู่ข้างๆ ก็โดนไอ้สายนี้ดึง ตกพื้นเสียงดังสนั่น
คุณอยากจะก้มลงไปเก็บโมเด็มมาดูว่ามันเจ๊งตรงไหนหรือเปล่า
แต่คุณอยากรู้มากกว่าว่ามันติด(ห่า)อะไรวะ คุณค่อยๆยกสายมาดู ข่มใจให้เย็น อ๊ะ! นี่มัน
มันจะดีไซน์ไอ้แง่งนี้มาทำมายยยย!!!!!
ARCHITRAX
SURF SAFE January 04 ผมไม่เคยจำวันเกิดใครได้เลย...ผมไม่เคยจำวันเกิดใครได้เลย...
ใครที่รุ้จักผม และ มีโอกาสได้เข้ามาอ่านบล๊อคนี้...
ผมต้องขอกล่าวคำโทษเอาไว้ ล่วงหน้า (หรือ ย้อนหลัง) เลยนะครับ... เพราะว่า ผมไม่สามารถจำวันเกิดของคุณได้จริงๆ... ผมไม่มี Skill นี้เลยแม้แต่น้อย...
แต่ต่อไปนี้ผมจะพยายามครับ... เพราะผมได้รับบทเรียนครั้งสำคัญมาแล้ว... และผมสัญญากับตัวเองว่า ผมจะไม่พลาดอีก... ========================================================
เรื่องมันเกิดขึ้น ในวันที่ผม Present งาน Thesis...
คนที่เคยผ่าน Thesis มาแล้ว ก็คงจะรุ้ว่ามันเหนื่อย และ ว้าวุ่นใจแค่ไหน...
คืนก่อนหน้านั้น ผมเตรียมตัวถึงเวลาประมาณ ห้าทุ่ม... และ ตื่นขึ้นมาเพื่อที่จะ Present เป็นคนที่ 3 ของวันนั้น... ผมมาถึงที่คณะตอน 8 โมงเช้า เตรียมบทพูดเรียบร้อย...
เช๊คเครื่องแต่งกาย และ สุดหายใจลึกๆแบกความกล้าเข้าไป Present... ..................
เวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก... ผมผ่านการ Present มาเรียบร้อยแล้วครับ... .................. เรียนจบแล้ว!!!!...
ผมดีใจมากๆ วิ่งวนไปทั่วคณะ กระโดดโลดเต้นเหมือนคนบ้า... โหวกเหวกโวยวาย ให้มันสาแก่ใจ ที่อุตส่าทนเหนื่อย อดหลับอดนอน ทำมาตั้งนาน... ช่วงเวลานั้น มันทั้งเบลอ ทั้งง่วง ทั้งสนุก ปนเปกันไปหมด... ..................
เวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก... และแล้ว ผมก็กลับมาถึงบ้าน... .................. ผมกลับมาถึง เวลาประมาณห้าทุ่มกว่าๆ...
เตรียมตัวนอน พอแล้วสำหรับวันอันแสนปิติ... ผมทิ้งหัวลงหมอน สติค่อยๆเลือนไป... "ตื๊ดๆ!"
เสียงอะไรดังหว่า ผมลุกขึ้นมาดู... ที่มือถือ มี MSG เข้ามา ผมเปิดอ่าน... "Happy Birthday..."
ผมนิ่งพักใหญ่...
ผมลืมวันเกิดตัวเองครับ...
(แถมเอาเวลาไปทำบ้าอะไรไม่รู้ทั้งวัน...) ARCHITRAX : 26 FEB ช่วยกันดูซิ ว่าปีนี้จะลืมป่าว... January 01 คนเรานี่ก็แปลกเนอะ ชอบไปว่าคนอื่นเค้า...ช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา...
ผมได้มีโอกาสไปเดินดุ่ม ร้านหนังสือ เหมามาหลายเล่มเลยครับ...
หนึ่งในนั้น เป็นหนังสือของนักเขียนที่ใช้นามปากกว่า "ต้องการ" ครับ...
ผมแอบเป็นแฟนอย่างลับๆ ของนักเขียนท่านนี้ ฮ่าๆ...
ตามความเห็นของผมเอง สิ่งที่จ๊าบที่สุด ของนักเขียนท่านนี้ ก็คือภาพประกอบ ของเขาแหละครับ...
วาดออกมาได้น่าร๊ากกกก น่าหยิก มาก...
และเรื่องราวที่เขียน ก็ออกจะเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน ของเราๆ ท่านๆ ที่แสนจะธรรมด๊า ธรรมดา...
แต่ไอ้เรื่องเนือยๆ ชิลๆ นี่แหละครับ ที่อ่านแล้วโครตมีความสุขเลย...
ไม่รู้อินเวอร์ไปป่าวนะ ฮ่าๆ แต่ผมชอบอะไรแนวๆนี้แหละ...
หลายคนอาจจะมองว่า "ต้องการ"มองโลกในแง่บวกเกินไปหรือเปล่าเนี่ย...
...ก็คงเป็นอย่างงั้นจริงๆแหละครับ
เพราะฉะนั้น การอ่านหนังสือของ "ต้องการ" จึงไม่ควรอ่านด้วยความเท่ ความเก๋ หรือความขึงขัง อะไร...
แต่ผมแนะนำว่า ให้คุณลองทำตัวให้น่ารัก กุ๊กกิ๊ก แอ๊บแบ๊วนิดนึง แล้วจะมีความสุขไปกับมันมากๆครับ...
==== แล้วมันเกี่ยวกับหัวข้อนี้ยังไงเนี่ย ====
ยังไม่เกี่ยวครับ ฮ่าๆ รอเกริ่นก่อนแป๊บนึง...
ทีนี้เรามาดูหนังสือเล่มนี้กันครับ เริ่มจากหน้าปกก่อนเยย...
ถูกแล้วครับ มันเป็นหนังสือเกี่ยวกับแมวครับ แมวที่ชื่อว่า "น้องมะลิ"(คนเขียนเค้าเรียกอย่างงี้จริงจริงครับ)... ภาพสดใส กุ๊กกิ๊กมากๆครับ วาดไปยิ้มไปชัวร์ๆ...
December 29 TAXI 02ตอนที่ 2 - "ชีวิตดั่งละคร"...
เรื่องมันเริ่มต้นที่ซอยแถวบ้าน...
ขออธิบายซักหน่อยกันงง คือว่าบ้านผมอยุ่แถวๆท่าน้ำนนท์ แต่อยุ่ฝั่งธน... ซึ่งบริเวณนั้น ไม่มีสะพานข้ามครับ ทำให้การเดินทางเข้าเมืองของผมนั้น... ถ้าไม่ข้ามเรือ ก็ต้องพึ่ง สะพานพระราม5 เท่านั้น... ซึ่งก็ต้องทะลุซอย วกวนอยุ่เหมือนกันครับ... ผมโบกรถแท๊กซี่เก่าๆคันหนึ่ง...
เวลาตอนนั้น ประมาณสามทุ่มกว่าๆ... "ไปรถไฟฟ้า หมอชิตครับ" ผมนั่งลง ด้านหลังคนขับ ในใจคิดจะเอนกายปล่อยอารมณ์ซักหน่อย... "เครียดเลยครับ ผมวนอยุ่นานมาก หาทางออกไม่เจอ" คนขับพูดขึ้นมา...
"ทางแถวนี้มันงงๆหน่อยนะพี่ ซอยมันเยอะ" ผมพูดแก้นอย ..... เงียบ .....
"เมื่อกี๊พี่เครียดมากเลย ไม่ได้จอดรถถามใคร ขับวนไป สูบบุหรี่ไป"
"ครับผม" "ขับออกไปไม่ได้ก็เครียด แต่ก็เครียดเรื่องเมียด้วยน่ะ คิดมาก ไม่มีสมาธิเลย หงุดหงิดมากเลยเมื่อกี๊..." เอาแล้วไง เจอแท๊กซี่ประเภทอยากเล่าเรื่องตัวเองแล้วไง... โอเคๆ ฟังก็ฟังๆ... [เปิดฉาก]
เขาเป็นคนศรีษะเกศ... ในวันสิ้นปีอย่างนี้ วันที่ใครก็ต่างมุ่งหน้าออกจากกรุงเทพ... กลับสู่บ้านเกิด หรือ ไปเที่ยวก็สุดแล้วแต่... แต่เขา จำเป็นจะต้องอยุ่กรุงเทพ... เวลาที่ใครๆถามเขา เขาจะหลีกเลี่ยงด้วยคำตอบที่คิดขึ้นมาหลอกตัวเองว่า... "ไม่อยากกลับ เพราะคนมันเยอะ วุ่นวาย..." เขารู้ดีว่าหลอกตัวเองอยู่ อันที่จริงเขาไม่ได้กลับบ้านเกิดมาเป็นเวลา 3-4 ปีแล้ว... เหตุผลเดียวที่เขาไม่ได้กลับบ้าน นั่นคือ เขาไม่มีเงิน!!... เขาเคยแต่งงานมาแล้วหนึ่งครั้ง น่าเศร้าที่ภรรยาของเขา จบชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง...
มันทำให้เขารู้สึกแย่ไปหลายปี จนกระทั่งเขาได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่ง พนักงานเสิร์ฟร้านอาหาร... ความสนิทสนมค่อยๆก่อตัวขึ้น จนเกิดเป็นความรัก แม้จะไม่ได้มีพิธีแต่งงานถูกต้อง เหมือนภรรยาคนก่อน... แต่เขากับเธอ ก็อยุ่กินด้วยกันมาเป็นเวลาสองปีแล้ว... เขารู้ดีว่า เธอเองก็มีข้อดีหลายๆอย่างในตัว อย่างน้อยก็ช่วยทำให้เขาหายเศร้าจากชีวิตแย่ๆนี้ไปได้...
แต่ความผิดเพียงเรื่องเดียวของเธอนั้น มันกลับเป็นสิ่งที่ทำร้ายจิตใจของเขามาตลอด... เธอนึกจะหายตัวไปไหน เธอก็ไป โดยไม่บอกเขาซักคำ... เย็นวันหนึ่ง หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน...
เขากลับมาที่ห้องที่ว่างเปล่า นั่งรอเวลาเพื่อจะกินข้าวกับภรรยาของตัวเองจะกลับจากทำงาน... ... เวลาผ่านไปเท่าไหร่กันนะ เวลาที่เขาคอยอยู่ เขาเริ่มหงุดหงิดใจ... ตัดสินเดินออกไปตามที่ร้านอาหารแถวบ้าน ที่ภรรยาของเขาทำงานอยู่... "ออกไปตั้งนานแล้ว..." นั่นคือคำตอบที่ได้รับจากเพื่อนพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารนั้น... อารมณ์โกรธพุ่งถึงขีดสุด เขาเดินกลับบ้านทันที ระหว่างทางก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหาเธอ... "ไปไหนน่ะ" เขาถาม "กลับบ้าน" เธอตอบ "กลับไปยังไง" "นั่งรถทัวร์" "แล้วไปกับใคร" "แฟนเก่า..." ...เขาตัวชา นิ่งไปพักหนึ่งก่อนที่จะตัดสายทิ้งไป... หลังจากวันนั้น ชีวิตของเขาก็เหมือนลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ไร้สติ ไร้กระจิตกระใจจะทำงาน...
เขาตื่นขึ้นมาตอนกลางวัน กำลังจะออกไปกินข้าว จำได้ว่าเมื่อคืนได้เงินจากการขับรถรับจ้างมา 400 บาท... หาไม่เจอ !!! เขาจำได้เก็บไว้ที่ใต้เสื่อผืนที่นอนอยู่ แต่มันหายไปไหน เขาหงุดหงิดมาก อีกไม่นานก็จะต้องออกไปทำงานอีกครั้ง แต่เขายังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย... เขาตัดสินใจโทรถามเพื่อนแท๊กซี่ด้วยกันว่าทำอย่างไรดี... เพื่อได้แต่ปลอบให้ใจเย็นๆ ค่อยๆหา... หาต่อไป จนถึงตอนเย็น เขาพบว่า เงินวางอยุ่ที่หัวนอนของเขาเอง!!!... เขาไม่มีสติพอที่จะไปทำงานได้อีกแล้ว... เย็นวันหนึ่ง เขานั่งอยู่ในห้องพัก บนโต๊ะมีเหล้าวางอยู่...
เขากินเหล้าทุกวันติดต่อกัน ร่างกายทรุดโทรม แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนเรียกจากหน้าห้อง... "รุ้นะว่าอยุ่ข้างใน เปิดประตูให้หน่อย" เสียงภรรยาของเขา... เขาลุกไปเปิด เธอเดินเข้ามาในห้อง ถือถุงอาหารเข้ามาด้วย... "เหนื่อยจัง ขอไปอาบน้ำก่อนนะ ซื้อลาบมาน่ะ จะกินก็เปิดกินแล้วกัน..." เขาเดินไปหาเธอ กระชากตัวลงมากอดจูบ ทิ้งตัวลงบนพื้น... [พักซักครู่] มาถึงตรงนี้ผมเริ่มไม่อยากฟังแล้ว มีเหตุผลอะไรกันหว่า...
ที่คนเราจะมาเล่าเรื่องบนเตียงของตัวเองให้ชาวบ้านฟังอย่างไม่มียางอาย... ผมเบือนหน้าหนีออกไปนอกหน้าต่าง ทำทีว่าไม่สนใจ... แต่เฮียแกก็กระหน่ำบทรักของแกมาอย่างไม่ยั้ง... จนผมต้องชะโงกหน้าไปดูหน่อยดิ๊ ว่าเฮียแกอายุเยอะยังหว่า... โครตแก่ 555... ช่วยไม่ได้ครับ ยังไม่ถึง ยังไงผมก็คงต้องทนฟังต่อไป... [ต่อนะ ตัดตอนติดเรทออกไปบ้างแล้ว]
ภรรยาของเขาหลับไปแล้ว... เขายังไม่หลับ อารมณ์ที่เกิดขึ้น มันมากกว่าความใคร่... มันมีทั้งความโกรธ ความสงสัย ความกดดัน ความเศร้า เกิดขึ้นพร้อมกัน... ครึ่งชั่วโมงต่อมา เขาลงมานั่งกินเหล้าต่อ... พูดขึ้นมา หวังว่าให้เธอได้ยิน... "ถ้าจะอยุ่ด้วยกันน่ะ ทีหลังอย่าไปไหนโดยไม่บอกอีกนะ" เขานั่งกินเหล้าคนเดียวต่อไปจนถึงเช้า... เขาตื่นขึ้นมาด้วยความรุ้สึกร้อน...
หันไปมองนาฬิกา ประมาณสิบเอ็ดโมงเช้า... ทำไมถึงร้อน เขากวาดสายตารอบห้อง... พัดลมเครื่องใหญ่ไม่อยู่แล้ว... เขาอยุ่คนเดียวในห้อง กำลังคิดในใจอยุ่ว่า สิ่งนั้นมันอาจจะเกิดขึ้นแล้ว!!!... เดินไปเปิดตุ้เสื้อผ้าดู ข้างในไม่มีชุดผู้หญิงเลยซักตัว ภรรยาของเขาหนีออกไปแล้ว!!!... ความเศร้ากลับเข้ามาหาเขาอีกครั้ง เขากดโทรศัพท์โทรไปหา... ระหว่างรอ จิตใจของเขากระวนกระวาย... ............... มีคนรับสายขึ้นมา "ฮัลโหล..." [...] "พี่ครับจอดตรงนี้แหละครับ" ผมบอกคนขับ และหยิบเงินให้ 110 บาท และเดินออกมาโดยไม่รับเงินทอน...
SURF SAFE
ARCHITRAX December 26 คนเรามันต้องมีจินตนาการ !!!เพลงการ์ตูนเห่ยๆอย่างงี้ ในปี 2007 ปลายๆ ...
เด็กมัธยมปลายซักคน คงสามารถสร้างมันขึ้นมาด้วยโปรแกรมอะไรซักอย่าง เพียงคนเดียว...
และคงใช้เวลาไม่นานซักเท่าไหร่...
แต่สำหรับสิบปีที่แล้ว มันเจ๋งมากเยยยย!!!!!...
สีสวย!! คอมโพจ๊าบ!! เนื้อหาเข้ม!! ซึ้ง!!...
ดูแล้วก็นึกสงสัย ว่าแรงผลักดันอะไรกันนะ ที่ทำให้มันเจ๋งได้ขนาดนี้!!!...
ไปดูกันครับ มุซาชิ เจ้าหนูเคนโด้...
http://www.youtube.com/watch?v=r4aWARkF9Zg :: เพลงเปิด ตอนเด็ก
http://www.youtube.com/watch?v=gEyiJGaKvMI :: เพลงเปิด ตอนโต
http://www.youtube.com/watch?v=jfvznFPk2zw :: เพลงจบ ตอนเด็ก
http://www.youtube.com/watch?v=FE2oYVQNkeQ :: เพลงจบ ตอนโต
อันที่จริงผมชอบการ์ตูนในยุคนี้มากๆเลย...
รู้สึกว่าพลังของวัยรุ่นมันมีอยู่ในการ์ตูนจริงๆ เหอๆ...
SURF SAFE
ARCHITRAX |
|
|